งานช่างฝีมือดั้งเดิม
ช่างปั้นและเขียนลายเบญจรงค์
นครปฐม
เบญจรงค์ นครปฐม
“เบญจรงค์”
เครื่องเบญจรงค์ เป็นงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ลวดลายอันวิจิตรงดงามที่สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย คำว่า เบญจ แปลว่า ห้า รงค์ แปลว่า สี บ่งบอกถึงการ เลือกใช้สีสันที่วาดลวดลายลงบนภาชนะเครื่องเคลือบที่ในอดีต มีสีหลักในอดีต เพียงห้าสี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการประยุกต์รูปแบบและสีสัน ให้มีมากกว่าห้าสีหลักนี้มากมาย แต่เดิมเมื่อเริ่มสั่งเครื่องเคลือบชนิด นี้จากประเทศจีนในสมัยอยุธยา ต่อมาในช่วงยุคกรุงรัตนโกสินทร์มีการใช้น้ำทองวาดลวดลายบนภาชนะเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง รุ่งเรือง เบญจรงค์จึงเป็นสินค้าที่ทรงคุณค่าที่จะเลือกนำมาประดับตกแต่งบ้านหรือให้เป็นของขวัญกับผู้อื่นในเทศกาลและวาระสำคัญต่างๆ การมอบเครื่องเบญจรงค์ให้เป็นของขวัญจะทำให้ผู้รับนั้นรู้สึกประทับใจ มีคุณค่า และเป็นที่น่าเคารพ
คุณกิตติพัฒน์ ปานปรุง ประกอบอาชีพงานช่างเบญจรงค์มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการทำงานเครื่องลายครามมาก่อน และพัฒนาต่อยอดมาจนใช้ทองในการเขียนลายที่เรียกว่า ลายครามเดินทอง พัฒนามาเรื่อยๆจนเริ่มใช้สีและทำงานเบญจรงค์ โดยคุณค่าของเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งเป็นงานศิลปะหัตถกรรมประเภทเครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนเอกลักษณ์ลวดลายอันวิจิตรงดงามที่สืบทอดภูมิปัญญาต่อกันมาอย่างยาวนาน ด้วยฝีมือช่างชำนาญการที่ได้รังสรรค์ลวดลายได้อย่างงดงาม ชิ้นงานส่วนใหญ่จะเป็นแจกัน โถน้ำ โถพลู โถน้ำวุ้น มีลักษณะการขึ้นรูป 2 รูปแบบ ประกอบด้วยงานปั้นมือและงานหล่อโดยใช้โมขึ้นแบบ ใช้ดินดำจากระนองจากทางภาคใต้ มี3 จังหวัด ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา และดินขาวจากทางเหนือเอามาผสมกัน สีที่ใช้จะเป็นสีนำเข้ามาจากเยอรมันเพราะสินค้ามีคุณภาพดี สีที่ใช้ในอดีตเป็นสีที่เกิดจากการเผาแร่ผสมกับน้ำยาเคลือบในสัดส่วนที่พอเหมาะจึงสามารถนำไปวาดลวดลายลงภาชนะก่อนนำไปเข้าเตาเผา จนได้เป็นเครื่องเบญจรงค์ที่สวยสดเนื้อมันวาว สีสันงดงาม
กระบวนการทำเบญจรงค์
การทำเครื่องเบญจรงค์ เป็นการลงสีที่พื้นและลวดลายภาชนะประเภทเซรามิก (Ceramics) ใช้เนื้อดินประเภทพอร์ซเลน (Porcelain ware) ซึ่งมีเนื้อสีขาว มีคุณสมบัติโปร่งแสงเหมือนแก้ว ไม่ดูดซึมน้ำ หรืออาจทำจากเนื้อโบนไชน่า (Bone China) ซึ่งมีเนื้อสีขาว และมันวาว เนื้อละเอียด โปร่งแสงและแข็งแกร่งมากกว่า ซึ่งราคาก็จะสูงกว่าเนื้อพอร์ซเลน เมื่อเผาวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว จึงมาเขียนเส้นทองทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วนำมาลงสี เมื่อสีเซ็ตตัวแล้วจึงนำไปวนปาก วนก้น และนำไปเข้าเตาเผา ถ้าหากของชิ้นใหญ่จะใช้เวลาเผา 4 - 5 ชั่วโมง ถ้าหากของชิ้นเล็กจะใช้เวลาเผาไม่เกิน 4 ชั่วโมง อุณหภูมิทั่วไปจะกำหนดจากสีทอง ปัจจุบันสีทองกำหนดไว้ที่ 800 - 820 องศา สีเบญจรงค์กำหนดไว้ที่ 790 - 850 องศา การลงทองในงานเบญจรงค์จะมี 2 แบบ คือการเขียนทองทั่วไป และเขียนทองนูนที่สร้างมาจากสารเคมีใช้ผสมกับน้ำมันทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้สารเคมีผสมน้ำนำมาเขียนบนน้ำมันเพื่อให้สีเส้นนูนขึ้นแล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิ 850 - 900 องศา แล้วแต่สีที่ใช้ เผาเสร็จแล้วจึงนำมาเขียนงานเบญจรงค์ก่อนเสร็จแล้วจึงลงทอง ปัจจุบันเครื่องเบญจรงค์ที่มีคุณภาพมักดูจากลายเส้น ความคมชัดของการวาด ความสดใสของสี ความประณีตลักษณะลวดลายในเบญจรงค์ไม่ตายตัว ลายพื้นฐานก็มักจะเป็นลายประจำยาม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายก้านขด ลายกนก ลายดอกไม้ พรรณพฤกษา หรือสัตว์ เป็นต้น แล้วแต่จินตนาการของช่างว่าจะผูกลายอะไรเข้ากับอะไร และสีที่ใช้ในการทำงานเบญจรงค์เป็นเคมีทั้งหมดแต่ไม่มีอันตรายกับร่างกาย
การทำงานเบญจรงค์ของครอบครัวปานปรุงค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น โดยปกติคนที่ทำงานเบญจรงค์ทั่วไปจะซื้อสีจากบริษัท ที่มีเฉดสีเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันจะเกิดจากการผสม ซึ่งที่อื่นไม่มีอุปกรณ์และความชำนาญในการผสมสี จึงนิยมใช้สีดั้งเดิมจากโรงงาน และเนื่องจากผสมสีขึ้นมาเองที่เป็นเฉดสีสวยหวานมีความพาสเทล ส่งผลให้สีของงานเบญจรงค์ของครอบครัวปานปรุงมีความทันสมัยแต่คงอัตลักษณ์รูปแบบการเขียนลวดลายเบญจรงค์ดั้งเดิมไว้ หรือความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบเตาแก๊สและเตาไฟฟ้าจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
การสืบสานภูมิปัญญา
บ่มเพาะทายาทโดยการถ่ายทอดให้แก่รุ่นลูก เป็นการส่งเสริมให้ทำงานเบญจรงค์เป็นกันทั้งครอบครัว ซึ่งปัจจุบันในรุ่นลูกเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์และมีแนวทางเป็นของตัวเองแต่ยังคงอัตลักษณ์ของงานช่างเบญจรงค์ไว้
ปัญหาและอุปสรรค
ความผันผวนของราคาทองที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสีเบญจรงค์ที่มีราคาสูงขึ้น
เครื่องเบญจรงค์ เป็นงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ลวดลายอันวิจิตรงดงามที่สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย คำว่า เบญจ แปลว่า ห้า รงค์ แปลว่า สี บ่งบอกถึงการ เลือกใช้สีสันที่วาดลวดลายลงบนภาชนะเครื่องเคลือบที่ในอดีต มีสีหลักในอดีต เพียงห้าสี ได้แก่ สีแดง สีเหลือง สีขาว สีดำ สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งในปัจจุบันได้มีการประยุกต์รูปแบบและสีสัน ให้มีมากกว่าห้าสีหลักนี้มากมาย แต่เดิมเมื่อเริ่มสั่งเครื่องเคลือบชนิด นี้จากประเทศจีนในสมัยอยุธยา ต่อมาในช่วงยุคกรุงรัตนโกสินทร์มีการใช้น้ำทองวาดลวดลายบนภาชนะเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง รุ่งเรือง เบญจรงค์จึงเป็นสินค้าที่ทรงคุณค่าที่จะเลือกนำมาประดับตกแต่งบ้านหรือให้เป็นของขวัญกับผู้อื่นในเทศกาลและวาระสำคัญต่างๆ การมอบเครื่องเบญจรงค์ให้เป็นของขวัญจะทำให้ผู้รับนั้นรู้สึกประทับใจ มีคุณค่า และเป็นที่น่าเคารพ
คุณกิตติพัฒน์ ปานปรุง ประกอบอาชีพงานช่างเบญจรงค์มามากกว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการทำงานเครื่องลายครามมาก่อน และพัฒนาต่อยอดมาจนใช้ทองในการเขียนลายที่เรียกว่า ลายครามเดินทอง พัฒนามาเรื่อยๆจนเริ่มใช้สีและทำงานเบญจรงค์ โดยคุณค่าของเครื่องเบญจรงค์ ซึ่งเป็นงานศิลปะหัตถกรรมประเภทเครื่องปั้นดินเผาที่สะท้อนเอกลักษณ์ลวดลายอันวิจิตรงดงามที่สืบทอดภูมิปัญญาต่อกันมาอย่างยาวนาน ด้วยฝีมือช่างชำนาญการที่ได้รังสรรค์ลวดลายได้อย่างงดงาม ชิ้นงานส่วนใหญ่จะเป็นแจกัน โถน้ำ โถพลู โถน้ำวุ้น มีลักษณะการขึ้นรูป 2 รูปแบบ ประกอบด้วยงานปั้นมือและงานหล่อโดยใช้โมขึ้นแบบ ใช้ดินดำจากระนองจากทางภาคใต้ มี3 จังหวัด ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา และดินขาวจากทางเหนือเอามาผสมกัน สีที่ใช้จะเป็นสีนำเข้ามาจากเยอรมันเพราะสินค้ามีคุณภาพดี สีที่ใช้ในอดีตเป็นสีที่เกิดจากการเผาแร่ผสมกับน้ำยาเคลือบในสัดส่วนที่พอเหมาะจึงสามารถนำไปวาดลวดลายลงภาชนะก่อนนำไปเข้าเตาเผา จนได้เป็นเครื่องเบญจรงค์ที่สวยสดเนื้อมันวาว สีสันงดงาม
กระบวนการทำเบญจรงค์
การทำเครื่องเบญจรงค์ เป็นการลงสีที่พื้นและลวดลายภาชนะประเภทเซรามิก (Ceramics) ใช้เนื้อดินประเภทพอร์ซเลน (Porcelain ware) ซึ่งมีเนื้อสีขาว มีคุณสมบัติโปร่งแสงเหมือนแก้ว ไม่ดูดซึมน้ำ หรืออาจทำจากเนื้อโบนไชน่า (Bone China) ซึ่งมีเนื้อสีขาว และมันวาว เนื้อละเอียด โปร่งแสงและแข็งแกร่งมากกว่า ซึ่งราคาก็จะสูงกว่าเนื้อพอร์ซเลน เมื่อเผาวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว จึงมาเขียนเส้นทองทิ้งไว้ให้แห้ง แล้วนำมาลงสี เมื่อสีเซ็ตตัวแล้วจึงนำไปวนปาก วนก้น และนำไปเข้าเตาเผา ถ้าหากของชิ้นใหญ่จะใช้เวลาเผา 4 - 5 ชั่วโมง ถ้าหากของชิ้นเล็กจะใช้เวลาเผาไม่เกิน 4 ชั่วโมง อุณหภูมิทั่วไปจะกำหนดจากสีทอง ปัจจุบันสีทองกำหนดไว้ที่ 800 - 820 องศา สีเบญจรงค์กำหนดไว้ที่ 790 - 850 องศา การลงทองในงานเบญจรงค์จะมี 2 แบบ คือการเขียนทองทั่วไป และเขียนทองนูนที่สร้างมาจากสารเคมีใช้ผสมกับน้ำมันทิ้งไว้ให้แห้งแล้วใช้สารเคมีผสมน้ำนำมาเขียนบนน้ำมันเพื่อให้สีเส้นนูนขึ้นแล้วนำไปเผาที่อุณหภูมิ 850 - 900 องศา แล้วแต่สีที่ใช้ เผาเสร็จแล้วจึงนำมาเขียนงานเบญจรงค์ก่อนเสร็จแล้วจึงลงทอง ปัจจุบันเครื่องเบญจรงค์ที่มีคุณภาพมักดูจากลายเส้น ความคมชัดของการวาด ความสดใสของสี ความประณีตลักษณะลวดลายในเบญจรงค์ไม่ตายตัว ลายพื้นฐานก็มักจะเป็นลายประจำยาม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ลายก้านขด ลายกนก ลายดอกไม้ พรรณพฤกษา หรือสัตว์ เป็นต้น แล้วแต่จินตนาการของช่างว่าจะผูกลายอะไรเข้ากับอะไร และสีที่ใช้ในการทำงานเบญจรงค์เป็นเคมีทั้งหมดแต่ไม่มีอันตรายกับร่างกาย
การทำงานเบญจรงค์ของครอบครัวปานปรุงค่อนข้างแตกต่างจากที่อื่น โดยปกติคนที่ทำงานเบญจรงค์ทั่วไปจะซื้อสีจากบริษัท ที่มีเฉดสีเหมือนกัน แต่ที่ต่างกันจะเกิดจากการผสม ซึ่งที่อื่นไม่มีอุปกรณ์และความชำนาญในการผสมสี จึงนิยมใช้สีดั้งเดิมจากโรงงาน และเนื่องจากผสมสีขึ้นมาเองที่เป็นเฉดสีสวยหวานมีความพาสเทล ส่งผลให้สีของงานเบญจรงค์ของครอบครัวปานปรุงมีความทันสมัยแต่คงอัตลักษณ์รูปแบบการเขียนลวดลายเบญจรงค์ดั้งเดิมไว้ หรือความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบเตาแก๊สและเตาไฟฟ้าจะให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
การสืบสานภูมิปัญญา
บ่มเพาะทายาทโดยการถ่ายทอดให้แก่รุ่นลูก เป็นการส่งเสริมให้ทำงานเบญจรงค์เป็นกันทั้งครอบครัว ซึ่งปัจจุบันในรุ่นลูกเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์และมีแนวทางเป็นของตัวเองแต่ยังคงอัตลักษณ์ของงานช่างเบญจรงค์ไว้
ปัญหาและอุปสรรค
ความผันผวนของราคาทองที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสีเบญจรงค์ที่มีราคาสูงขึ้น