ชาติพันธุ์และภาษา
ลาวครั่ง ชุมชนทุ่งสีหลง
ชุมชนทุ่งสีหลง อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม
Main Title Subtitle
ลาวครั่ง คือ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาวเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในหัวเมืองชั้นในของสยาม เมื่อครั้งเกิดสงครามระหว่างสยามกับเวียงจันทน์ เมื่อปีพุทธศักราช 2321 ชาวลาวเวียงจันทน์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีสำเนียงแบบหลวงพระบางได้ถูกส่งให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานใหม่ในเขตหัวเมืองชั้นในที่ เมืองนครชัยศรี และเมืองสุพรรณบุรี ต่อมาในปัจจุบันถูกเรียกว่า ลาวครั่ง ซึ่งการสันนิษฐานความหมายของคำว่า "ลาวครั่ง" ได้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1สันนิษฐานว่าสาเหตุที่เรียกชาวลาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้ว่า ลาวครั่ง มาจากชื่อของครั่งที่ชาวลาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้นิยมนำมาใช้ย้อมสีผ้าให้โทนสีแดง เพื่อใช้ในการทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม เช่น ผ้าซิ่น ประเด็นที่ 2 สันนิษฐานว่ามาจากคำว่า "ลาวภูครัง" ที่เข้าในสยามเมื่อปี พุทธศักราช 2358 ซึ่งเจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ส่งครัวลาวเมืองภูครังมายังกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้ครัวลาวเมืองภูครังตั้งถิ่นฐานแถบเมืองนครชัยศรีพร้อมกับครัวลาวเมืองพุกรางที่ส่งเข้ามาพร้อมกัน เมื่อครั้งทำสงครามกับเวียดนามและเขมร เมืองภูครังจึงน่าจะมีประชากรมากพอสมควร ดังนั้นชาวลาวเมืองภูครังจึงถูกกวาดต้อนลงมาหลายครั้ง โดยส่งลงมาพักไว้ที่เมืองพิษณุโลก เพื่อส่งต่อมายังกรุงเทพฯ และส่งไปอยู่กับพวกเดิมที่เมืองนครชัยศรี จึงมีการสันนิษฐานว่าลาวกลุ่มนี้อาจคือกลุ่มเดียวกับลาวครั่งปัจจุบัน แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดเกี่ยวกับข้อสันนิษฐานนี้ และไม่เป็นที่ยอมรับ
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวครั่งที่สามารถแบ่งแยกได้ทันทีที่พบคือภาษาพูดซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง แบบสำเนียงหลวงพระบาง ปัจจุบันชาวลาวครั่งมักเรียกตัวเองตามสำเนียงภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คั่ง”หรือ“ลาวคั่ง” โดยชาวลาวครั่งมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษมากมาย ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้
เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวลาวครั่งที่สามารถแบ่งแยกได้ทันทีที่พบคือภาษาพูดซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีเสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงสูง แบบสำเนียงหลวงพระบาง ปัจจุบันชาวลาวครั่งมักเรียกตัวเองตามสำเนียงภาษาท้องถิ่นว่า “ลาวขี้คั่ง”หรือ“ลาวคั่ง” โดยชาวลาวครั่งมีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมและประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษมากมาย ซึ่งยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้
Main Title Subtitle
บ้านทุ่งสีหลง ตำบลลำเหย อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายชาติพันธ์ ได้แก่ ชาติพันธุ์ลาวครั่ง ไทยทรงดํา โดยมีประชาชนในในหมู่ที่ 1 หมู่ 11 และ หมู่ 13 มากว่าร้อยละ 80 เป็นกลุ่มชาติพันธ์ลาวครั่ง (ณัฐชา ลี้ปัญญาพร และ ปริญญา หรุ่นโพธิ์, 2564) ซึ่งหมู่บ้านทุ่งสีหลงนี้ ได้มี ปู่เฒ่ากวนตา เป็นผู้นํากลุ่มลาวครั่งส่วนหนึ่ง มาสร้างบ้านแปลงเมืองและตั้งศาลเจ้านายไว้สักการบูชา ซึ่งเป็นเจ้านายจากเมืองหลวงพระบางล้านช้าง และแม่ทัพนายกอง ที่คุ้มครองคนลาวครั่งให้มีชีวิตรอดมายังสยามประเทศ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นท้องทุ่ง มีหนองน้ํา ลําคลอง เหมาะแก่การทํามาหากิน ทําให้ชาวลาวครั่งบ้านทุ่งสีหลงได้อยู่ดีกินดี และร่วมกันสร้างวัดทุ่งสีหลงขึ้นมาเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาตามคติความเชื่อ ของคนลาวครั่งและคนไทยโดยทั่วไป สภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยคนลาวครั่งนิยมสร้างที่อยู่อาศัยอยู่ใกล้ ๆกันในหมู่บ้านจะเป็นญาติกันทั้งหมด อาชีพและการทํามาหากิน ลาวครั่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เช่น ทํานา ทําไร่ ทําสวน เลี้ยงวัว ช่วงว่างเว้นจากทํานาทําไร่ก็จักสาน ส่วนทอผ้านับว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สําคัญของลาวครั่ง คือ การทอผ้าที่งดงาม การใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีเหลืองจากขมิ้น สีดําจากมะเกลือผสมเทาหรือตะไคร่น้ํา สีครามจากต้นครามผสมปูนกินหมาก และสีแดงจากครั่ง ด้านดนตรีและการแสดงพื้นบ้านมักจะทํากันในวันสําคัญต่างๆ เช่น แห่นาค ฉลองวันเลี้ยงปีเจ้าพ่อ (เจ้านาย) แห่ธงในวันสงกรานต์ ด้านศาสนาและความเชื่อ ประเพณีและพิธีกรรมของชุมชนลาวครั่ง ได้แก่ การแห่ธง การต่อชะตาหมู่บ้าน โดยทั้งหมดถือเป็นอัตลักษณ์ของชุมชนลาวครั่งและเป็นทุนทางวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ลาวครั่ง
Main Title Subtitle
วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาเป็น องค์ประกอบหน่ึงของทุนทางสังคมท่ีมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทุนทางวัฒนธรรมท่ีจับต้องได้ ได้แก่ โบราณสถาน มรดกทางวัฒนธรรม และผลงานศิลปะแขนงต่างๆ เช่น ภาพวาด หัตถกรรม ดนตรี ภาพยนตร์และวรรณกรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่วัดมูลค่าเป็นตัวเงินได้ในขณะที่ทุน ทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี จารีต วิถีชีวิต ความเชื่อ และแนวทางปฏิบัติ เป็นต้น วิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในชุมชนลาวครั่งทุ่งสีหลงเป็นทุนวัฒนธรรมในชุมชนที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรบุรุษและโดยยังคงมีการอนุรักษ์และสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็มีบางส่วนที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการความเจริญทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน และมีบางส่วนที่ขาดหายไปเหลือไว้แต่การบอกกล่าวเล่าขานให้เรียนรู้ ซึ่งสามารถแยกเป็นประเด็นได้ดังนี้