Arts and Culture, Nakhon Pathom Rajabhat University
แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล

หลวงปู่สุด

วัดกาหลง ตำบลกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร

Main Title Subtitle

วัดกาหลง ตำบลกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยู่ริมลุ่มแม่น้ำท่าจีนในเขตบางยาง อันเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีความเจริญจากการคมนาคมทางน้ำมาแต่โบราณ โดยบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในอดีตเป็นท่าน้ำธรรมชาติ ที่ชาวบ้านใช้เป็นสถานที่ต้อนโคและกระบือลงอาบน้ำ รวมทั้งเป็นจุดพักเรือบรรทุกสินค้าทางการเกษตร จึงเรียกกันว่า “ท่ากระบือ” และกลายมาเป็นนามของวัดสืบต่อมา
ชุมชนบ้านกาหลง ตำบลกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นชุมชนที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับวัดกาหลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยที่พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) หรือ หลวงพ่อสุดดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลงเป็นระยะเวลากว่า ๕๑ ปี (พ.ศ. ๒๔๗๕ - ๒๕๒๖) ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งในด้านการพัฒนาศาสนสถาน การศึกษา การสาธารณสงเคราะห์ และการเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของยันต์ตะกร้อ ตะกรุด และเหรียญรุ่นต่าง ๆ ที่ยังคงเป็นที่เสาะแสวงหาของบรรดาศิษยานุศิษย์และผู้ศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน
แม้ว่าหลวงพ่อสุดจะมรณภาพไปแล้ว แต่ชื่อเสียงและการรับรู้ของผู้คนทั้งในชุมชนบ้านกาหลงและภายนอกชุมชนที่มีต่อท่านยังคงดำรงอยู่อย่างเหนียวแน่น ดังเห็นได้จากการจัดงานรำลึกถึงท่านเป็นประจำทุกปี การจัดสร้างวัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับท่านอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดสร้างรูปหล่อพระครูสมุทรธรรมสุนทรองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งทำให้วัดกาหลงกลับมาเป็นที่รู้จักของผู้คนภายนอกอีกครั้ง

ประวัติวัดกาหลง ตำบลกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร
วัดกาหลง เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ตั้งอยู่เลขที่ ๔๐ หมู่ที่ ๑ ตำบลกาหลง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๑๔ ไร่ ๒ งาน ๒๐ ตารางวา ตามประวัติระบุว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) โดยชื่อของชุมชนบ้านกาหลงปรากฏในงานเขียนเรื่อง นิราศพระแท่นดงรัง ซึ่งแต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ โดยสามเณรกลั่น ซึ่งบรรยายถึงชุมชนบ้านกาหลงในขณะที่แล่นเรือผ่านว่าเป็น "ย่านกาหลง" ที่มีต้นกาหลงเลียบฝั่งอยู่ทั้งคู่ การปรากฏชื่อในลักษณะดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่แห่งนี้น่าจะยังเป็นชุมชนขนาดเล็กที่มีผู้คนอาศัยไม่มากนักในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับประวัติของวัดกาหลงที่ระบุว่าก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ เพียง ๙ ปีก่อนหน้านิราศเรื่องนี้

ยุคแห่งการก่อตั้ง (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๔๔๐)
หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพของพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) ได้ระบุว่าวัดกาหลงก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ โดยมีพระสงฆ์จากวัดทองนพคุณซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นพระปลัดชื่อว่า "ทอง" เดินธุดงค์มาถึงบริเวณพื้นที่ชุมชนบ้านกาหลง และได้เห็นในนิมิตว่าพื้นที่แห่งนี้มีชัยภูมิที่ดีเหมาะสมที่จะสร้างวัดและจะเจริญขึ้นมากในอนาคต ท่านจึงได้สร้างวัดกาหลงขึ้นมาโดยมีศาสนสถานอันได้แก่ เจดีย์ ๒ องค์ พระอุโบสถหลังเดิม ๑ หลัง และมณฑปอีก ๑ หลัง โดยหลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้นลง พระปลัดทองจึงได้มอบหมายให้ท่านพระกลัด ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลงรูปแรก ซึ่งต่อมาท่านยังได้สร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มเป็น ๔ หลัง และหอระฆังอีก ๑ หลัง
ต่อมาท่านพระคุ่ย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง ท่านได้พยายามสร้างพระอุโบสถแต่ไม่แล้วเสร็จ กระทั่งเจ้าอาวาสรูปถัดมา คือท่านพระเชื่อม ศรีงามผ่อง ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ และได้สร้างศาลาการเปรียญเพิ่มอีก ๑ หลัง จากนั้นท่านจึงลาสิกขาบทใน พ.ศ. ๒๔๖๗ ชาวบ้านจึงได้นิมนต์พระอิ่ม รถทอง ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน
แม้ว่าวัดกาหลงจะมีศาสนสถานที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ในขณะนั้นทางวัดกาหลงยังไม่มีพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถหลังเดิม ชาวบ้านและพระสงฆ์จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปศิลปะอยุธยา ภายในวัดร้างที่จังหวัดสมุทรสงคราม (แต่บางเอกสารกล่าวว่าเชิญมาจากวัดร้างในจังหวัดราชบุรีหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ให้มาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถวัดกาหลง ซึ่งชาวบ้านและพระสงฆ์ในชุมชนได้ขนานนามว่า หลวงปู่แดง หรือหลวงพ่อแดง ตามชื่อพระสงฆ์ที่เป็นผู้จัดหาพระพุทธรูปดังกล่าวมาให้ ทั้งนี้ตามประวัติระบุว่าพระสงฆ์รูปดังกล่าวมีศักดิ์เป็นหลวงลุงของพระครูภาวนาสังวรคุณ (หลวงพ่อเต๋ คงคสุวัณโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามง่าม อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม
ในเวลาต่อมา เมื่อทางวัดกาหลงได้ทำการจัดสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันขึ้นในช่วง พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๐๖ ชาวบ้านและพระสงฆ์ในชุมชนได้มีความเห็นร่วมกันที่จะอัญเชิญหลวงปู่แดงขึ้นประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถหลังใหม่ แต่กลับเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ขึ้น กล่าวคือ หลวงปู่แดงได้ไปเข้าฝันชาวบ้านในชุมชนว่าท่านไม่ต้องการที่จะถูกย้ายให้ไปเป็นพระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถหลังใหม่ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางวัดกาหลงมีการจำลองพระพุทธชินราชขึ้นเป็นพระพุทธรูปประธานภายในพระอุโบสถหลังปัจจุบันแทน ส่วนหลวงปู่แดงนั้นได้เปลี่ยนสถานะเป็นพระพุทธรูปประธานภายในพระวิหารหรือพระอุโบสถหลังเดิม และเมื่อมีการจัดสร้างพระวิหาร ภ.ป.ร. ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙ ทางวัดกาหลงจึงได้อัญเชิญหลวงปู่แดงขึ้นเป็นพระพุทธรูปประธานภายในพระวิหาร ภ.ป.ร. มาจนถึงปัจจุบัน
ภายหลังจากการก่อตั้งวัดกาหลงได้ส่งผลให้เริ่มมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่มากยิ่งขึ้นจนกลายมาเป็นชุมชนบ้านกาหลง โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชนบ้านกาหลง เช่น บ้านบ่อ บ้านนาขวาง บ้านนาโคก บ้านโรงเข้ ธรรมโชติ บางหญ้าแพรก นอกจากนี้แล้วยังมีผู้คนที่ย้ายมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ เช่น บางบอน บางขุนเทียน ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านกาหลงด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำนาเกลือ ตัดฟืน และประมงเป็นหลัก
นอกจากนี้พบว่าชุมชนบ้านกาหลงได้ปรากฏอยู่ในเอกสารแผนที่โบราณ คือ แผนที่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำใกล้เคียง เขียนโดย John Arrow Smith ช่างแผนที่ชาวอังกฤษที่อาศัยข้อมูลจาก Harry Parkes ราชทูตชาวอังกฤษที่เข้ามาเจรจาในสยาม พิมพ์ที่กรุงลอนดอน พ.ศ. ๒๓๙๙ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ในแผนที่ฉบับดังกล่าวได้ปรากฏชื่อบ้านนามเมืองของชุมชนในจังหวัดสมุทรสาครที่ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำท่าจีนและคลองสุนัขหอน หนึ่งในนั้น คือ "Bangkalong" (บ้านกาหลง) การปรากฏชื่อชุมชนบ้านกาหลงในแผนที่ฉบับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชน และยังสะท้อนได้ถึงความสำคัญของคลองสุนัขหอนที่เป็นเส้นทางสำคัญในการเดินทางต่อไปยังจังหวัดสมุทรสงครามและพื้นที่อื่น ๆ ในภูมิภาคตะวันตก

ยุคแห่งการพัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่ (พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๔๕)
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) เกิดการจัดตั้งระบบมณฑลเทศาภิบาลเพื่อใช้สำหรับแบ่งเขตการปกครองในระดับภูมิภาค ส่งผลให้ชุมชนบ้านกาหลงอยู่ในเขตการปกครองตำบลกาหลง อำเภอบางโทรัด ก่อนที่ใน พ.ศ. ๒๔๔๖ จะเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบ้านบ่อ โดยตำบลกาหลงมีพื้นที่ครอบคลุมในส่วนของชุมชนบ้านนาขวางและชุมชนบ้านชายทะเลกาหลง ต่อมามีการจัดสร้างเส้นทางรถไฟ โดยพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมีการจัดสร้างเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี และพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเส้นทางรถไฟมีการแบ่งออกเป็น ๒ ช่วงที่ไม่ต่อเนื่องกัน คือ ช่วงปากคลองสาน-มหาชัย ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๗ และช่วงบ้านแหลม-แม่กลอง ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๘ และเรียกรวมเส้นทางรถไฟทั้งสองช่วงว่า "เส้นทางรถไฟสายแม่กลอง"
ชุมชนบ้านกาหลงเริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนภายนอกในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนที่ตั้งอยู่ริมเส้นทางรถไฟสายแม่กลอง โดยเฉพาะการเปิดใช้งานเส้นทางรถไฟสายแม่กลองนี้เองที่ทำให้ชุมชนบ้านกาหลงและชุมชนใกล้เคียงมีความคึกคักและสะดวกสบายมากขึ้นกว่าในอดีต นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่ระบุถึงการให้บริการเรือโดยสารระหว่างพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม ซึ่งได้ใช้เส้นทางคลองสุนัขหอนในการให้บริการดังกล่าว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ใน พ.ศ. ๒๔๖๔ มีการจัดตั้งกิ่งอำเภอบ้านบ่อ โดยเป็นการแยกออกมาจากอำเภอเมืองสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบ้านบ่อ ตำบลบางกระเจ้า ตำบลบางโทรัด ตำบลกาหลง และตำบลนาโคก
ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๖๙ กลับพบว่าหน้าที่ในส่วนราชการของกิ่งอำเภอบ้านบ่อมีความซ้ำซ้อนและมีภาระที่เบาบางลง ประกอบกับการเดินทางไปมาระหว่างอำเภอเมืองสมุทรสาครกับกิ่งอำเภอบ้านบ่อมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทางสมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลนครชัยศรีจึงมีคำสั่งให้ยุบกิ่งอำเภอบ้านบ่อโดยให้ไปรวมกับอำเภอเมืองสมุทรสาครตั้งแต่วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ สภาจังหวัดสมุทรสาครกลับมาจัดตั้งกิ่งอำเภอบ้านบ่อขึ้นอีกครั้ง อันเป็นผลมาจากปัญหาโจรผู้ร้ายที่ไม่สามารถดำเนินการปราบปรามได้ทันท่วงที ซึ่งรวมถึงชุมชนบ้านกาหลงด้วยเช่นกัน แต่เมื่อกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วกลับไม่เห็นด้วยที่จะให้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอบ้านบ่อ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเมืองสมุทรสาคร สามารถเดินทางไปมาได้สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวมีสถานีตำรวจบ้านบ่ออยู่แล้ว จึงส่งผลให้พื้นที่ตำบลกาหลงต้องอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองสมุทรสาครมาจนถึงปัจจุบัน
เนื่องจากภายหลังการพัฒนาจากส่วนกลางนี้เองที่เริ่มปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการพัฒนาวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงซึ่งเกิดขึ้นจากคนในท้องถิ่น โดยบุคคลที่มีบทบาทสำคัญ คือ ขุนวิมลกาหลง (ม้อย ศรีงามผ่อง) อดีตกำนันตำบลกาหลง (พ.ศ. ๒๔๖๒-๒๔๘๔) และนางวิมลกาหลง (ปริก ศรีงามผ่อง) ผู้เป็นภรรยา

พัฒนาการของชุมชนโดยคนในท้องถิ่น
การพัฒนาของขุนวิมลกาหลงและนางวิมลกาหลง เริ่มต้นจากการบริจาคทรัพย์เพื่อการจัดสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานภายในวัดกาหลง อันประกอบไปด้วยการจัดสร้างพระอุโบสถ ซุ้มประตู กำแพงพระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาพักร้อน ศาลาท่าน้ำพร้อมกับโป๊ะไว้สำหรับจอดเรือ ซึ่งการจัดสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่พระเชื่อม ศรีงามผ่อง และพระอิ่ม รถทอง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง ต่อมามีการจัดสร้างโรงเรียนประชาบาลประจำตำบลกาหลงหรือโรงเรียนวัดกาหลง (พึ่งสุนทรอุทิศ) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ ซึ่ง ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นโรงเรียนเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๖
นอกจากนี้แล้วยังพบว่าขุนวิมลกาหลง ก็น่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำในชุมชนอื่น ๆ ของจังหวัดสมุทรสาคร เห็นได้จากเอกสารประวัติของขุนสมุทรมณีรัตน์ (เม่งฮะ มณีรัตน์) อดีตกำนันตำบลท่าฉลอมที่ระบุว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๔ ตนเองได้ชักชวนพรรคพวกที่ทำนาเกลืออยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรี ให้เข้าร่วมเป็นผู้ก่อตั้งห้างนายหน้ารับจำหน่ายเกลือให้กับชาวนาเกลือที่อยู่ในพื้นที่ ๔ จังหวัดดังกล่าว เพื่อไม่ให้ตนเองต้องถูกกดราคาในการขายเกลือจากนายหน้าเหมือนกับในอดีต โดยตั้งเป็นบริษัทที่ชื่อว่า "บริษัทยังใช่ฮะห้างนายหน้าจำหน่ายเกลือ" จากข้อมูลดังกล่าวได้ทำให้เห็นถึงความตั้งใจของขุนวิมลกาหลงที่ต้องการให้ชาวนาเกลือในชุมชนบ้านกาหลงและชุมชนใกล้เคียงมีรายได้จากการขายเกลือที่มากขึ้นกว่าในอดีต จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมในการก่อตั้งบริษัทกับขุนสมุทรมณีรัตน์ แม้ว่าในท้ายที่สุดบริษัทดังกล่าวจะต้องปิดตัวลงอันเป็นผลมาจากการถูกบรรดาห้างซื้อเกลือในกรุงเทพฯ ร่วมมือกันไม่ซื้อเกลือของบริษัทดังกล่าวก็ตาม
จากที่กล่าวมาจึงทำให้เห็นถึงการพัฒนาของชุมชนบ้านกาหลงในระยะแรกที่เกิดจากคนภายในท้องถิ่น จนต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๗๕ พระอิ่ม รถทอง เจ้าอาวาสวัดกาหลงได้มรณภาพลง ขุนวิมลกาหลงได้นำเรื่องไปปรึกษากับพระธรรมสิริชัย (ชิต ชิตวิปุโล) เจ้าอาวาสวัดตึกมหาชยาราม เพื่อให้มีการสรรหาเจ้าอาวาสรูปใหม่ โดยท่านได้เลือกพระอธิการสุดสิริธโร ผู้ซึ่งเป็นหลานของพระครูสุนทรคณานุรักษ์ (ป่อง) เจ้าอาวาสวัดสุนทรสถิต (อำแพง) ในขณะนั้นให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง ภายหลังการเป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลงของหลวงพ่อสุดได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง เช่น ท่านเป็นประธานอำนวยการในการย้ายตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียนวัดกาหลง (พึ่งสุนทรอุทิศ) จากที่ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กับคลองสุนัขหอนให้ย้ายมาตั้งอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน รวมทั้งยังบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและศาสนวัตถุภายในวัดกาหลง ทำให้เห็นถึงการพัฒนาของวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงที่ยังคงควบคู่กันไปอยู่เสมอ

ยุคแห่งการพัฒนา (พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๕๘)
ภายหลังจากการมรณภาพของพระครูสาครสีลวัฒน์ (พยนต์ ยนฺตสีโล) เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ส่งผลให้พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ (ฉลอง ทินฺนาโภ) ย้ายจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาขวาง เพื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง โดยในสมัยของท่านได้เกิดเหตุการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือ การจัดงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงพ่อสุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) ในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ และงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูสาครสีลวัฒน์ (พยนต์ ยนฺตสีโล) ในวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้คนเข้าร่วมงานดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยภายหลังจากเสร็จสิ้นงานแล้วทางวัดกาหลงจึงได้นำอัฐิของอดีตเจ้าอาวาสทั้ง ๒ รูป ขึ้นประดิษฐานไว้บนชั้น ๒ ของศาลาการเปรียญวัดกาหลง เพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้สักการะมาจนถึงปัจจุบัน
ทั้งนี้พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ท่านได้ทำการจัดสร้างศาลาร้อยปี พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร ๒๕๔๕) ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อใช้สำหรับการประกอบพิธีกรรมภายในวัดกาหลง โดยภายในศาลาดังกล่าวยังได้มีการจัดสร้างเตาเผาศพแบบระบบไฟฟ้าขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ท่านยังทำการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานภายในวัดกาหลง เช่น การเปลี่ยนหลังคาพระอุโบสถ การซ่อมแซมกุฏิ ศาลาการเปรียญ และห้องน้ำ เพื่อให้วัดกาหลงยังคงมีศาสนสถานที่สมบูรณ์และพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๔๖ พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ ได้ย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนาขวาง ส่งผลให้พระครูศัพทวิมลขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลงเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ใน พ.ศ. ๒๕๔๖ และใน พ.ศ. ๒๕๔๘ ชาวบ้านภายในชุมชนบ้านกาหลงได้พร้อมใจกันอาราธนาให้พระมหาวิษณุ กิตติญาโณ ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง

ยุคแห่งการพัฒนาสู่แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสาคร (พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงปัจจุบัน)
ใน พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๕ ทางวัดกาหลงได้มีการจัดสร้างรูปหล่อพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้มีผู้คนจากภายนอกเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและทำบุญที่วัดกาหลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันพื้นที่นาเกลือของชุมชนบ้านกาหลงได้มีการปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมักเดินทางกันมาเป็นหมู่คณะด้วยรถตู้โดยสาร ซึ่งจะแวะจอดที่วัดกาหลงเพื่อมาเยี่ยมชมนาเกลือและวัดกาหลง ก่อนที่จะรอขึ้นรถไฟจากที่หยุดรถไฟบ้านกาหลง เพื่อเดินทางต่อไปยังตลาดร่มหุบ สถานีรถไฟแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม
จากการพัฒนาที่นำไปสู่ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสาครนี้เองที่ส่งผลให้เริ่มมีหน่วยงานภายนอกเข้ามาจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง ส่งผลให้เกิดความคึกคักในทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตและปฏิสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนก็ยังคงมีอยู่ดังเช่นในอดีต วัดกาหลงได้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นการช่วยเหลือและสนับสนุนชาวบ้านภายในชุมชนมาโดยตลอด นอกจากนี้แล้วชาวบ้านภายในชุมชนยังได้เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาและงานประจำปีที่จัดขึ้นโดยวัดกาหลง ทำให้เห็นถึงการปรับตัวของวัดกาหลงและชาวบ้าน เพื่อให้คนกับศาสนสถานยังสามารถใช้ชีวิตร่วมกันและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

บทที่ ๒ การศึกษาพระปริยัติธรรมและสายวิชาคาถาอาคม
ของหลวงปู่สุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร
ภายหลังจากที่หลวงพ่อสุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) ได้เข้าสู่เพศบรรพชิตแล้ว ท่านได้ทุ่มเทเวลาให้กับการศึกษาเล่าเรียนทั้งในด้านพระปริยัติธรรม และด้านวิชาคาถาอาคมจากครูบาอาจารย์หลายท่าน ซึ่งความรู้เหล่านี้ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ท่านเป็นทั้งพระนักพัฒนาและพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่เลื่อมใสของชุมชนบ้านกาหลงในเวลาต่อมา

การศึกษาด้านพระปริยัติธรรม
ในช่วงวัยเด็ก หลวงพ่อสุดได้ศึกษาเล่าเรียนที่วัดฟ้าหยาด อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ได้เข้าศึกษาจนถึงในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เท่านั้น เนื่องจากท่านมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงทำให้ท่านตัดสินใจบรรพชาเพื่อที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่งธรรม โดยในวันอังคารที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดฟ้าหยาด โดยมีพระครูม้าว เจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์ วัดกลางพนมไพร (วัดกลางอุดมเวทย์) จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระอุปัชฌาย์
เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในวันอังคารที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ตรงกับวันแรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ณ พัทธสีมาวัดกลางพนมไพร อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระครูม้าว เจ้าคณะอำเภอกิตติมศักดิ์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจันทา วัดฟ้าหยาด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการบุดดา วัดพองยาว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "สิริธโร" แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งความดีงาม
หลังจากที่ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ท่านจึงได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ จากพระครูม้าวทั้งในด้านการเจริญวิปัสสนากรรมฐานและในด้านวิชาคาถาอาคม จนกระทั่งสอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดกุดน้ำใส จังหวัดร้อยเอ็ด ใน พ.ศ. ๒๔๖๖ หลังจากนั้นไม่นานท่านได้ธุดงค์จากวัดกลางพนมไพรไปยังวัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปกราบขอเป็นลูกศิษย์กับพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) เจ้าอาวาสวัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งท่านยังได้รับการถ่ายทอดวิชาการทำตะกรุดจากพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร) ก่อนที่ท่านจะได้รับการฝากฝังให้ไปเรียนนักธรรมบาลีชั้นโทต่อที่กรุงเทพมหานคร กับพระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งเป็นสหายธรรมของพระครูวิโรจน์รัตโนบล (รอด นนฺตโร)
หลวงพ่อสุดได้เข้ารับการศึกษาด้านพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ฉิมพลี และยังได้เข้าศึกษานักธรรมชั้นโทที่สำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นโทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑ แต่ในขณะที่ท่านกำลังจะเข้ารับการศึกษานักธรรมชั้นเอก ท่านได้เกิดอาพาธอย่างหนัก จึงทำให้พระครูสุนทรคณานุรักษ์ (ป๋อง) เจ้าอาวาสวัดสุนทรสถิต (อำแพง) และเจ้าคณะอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ผู้ซึ่งเป็นหลวงอาของท่านได้ทำการขอตัวไปรักษาอาการอาพาธ โดยภายหลังที่ท่านหายจากอาการอาพาธแล้ว ท่านจึงได้ศึกษานักธรรมชั้นเอกที่สำนักเรียนวัดตึกมหาชยาราม จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนที่จะสอบได้นักธรรมชั้นเอกใน พ.ศ. ๒๔๘๑

การศึกษาด้านวิชาคาถาอาคม
นอกจากหลวงพ่อสุดจะมีความรู้ในด้านภาษาบาลีแล้ว ท่านยังมีความสนใจในด้านวิชาคาถาอาคมเป็นอย่างมาก โดยท่านได้มีโอกาสเรียนวิชาดังกล่าวจากพระไพโรจน์วุฒาจารย์ (รุ่ง ติสสรมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดท่า กระบือ จังหวัดสมุทรสาคร ต่อมาท่านได้เรียนวิชาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังอีกมากมาย เช่น พระครูศรีสมุทรเขต (อุ่น ปุณณสิริ) วัดบางขุด จังหวัดสมุทรสาคร พระครูสังวรสุตาภิวัฒน์ (สาย สุกกปุณโณ) วัดหนองสองห้อง จังหวัดสมุทรสาคร พระราชมงคลวุฒาจารย์ (ใจ อินทสุวัณโณ) วัดเสด็จ จังหวัดสมุทรสงคราม พระอุปัชฌาย์คง ธมฺมโชโต วัดบางกะพ้อม จังหวัดสมุทรสงคราม พระครูภาวนาสังวรคุณ (เต๋ คังคสุวัณโณ) วัดสามง่าม จังหวัดนครปฐม และหลวงพ่อแช่ม อินทโชโต วัดตาก้อง จังหวัดนครปฐม ซึ่งวิชาที่ท่านได้เรียนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการทำตะกรุด การสักยันต์ และการแพทย์สมุนไพร
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อสุดเป็นผู้มีความรู้ทั้งในด้านวิปัสสนากรรมฐาน ด้านภาษาบาลี และในด้านวิชาคาถาอาคม ประกอบกับการที่ท่านเป็นพระผู้ใฝ่รู้ ชอบศึกษาอะไรใหม่ ๆ และทบทวนความรู้ที่ท่านได้เล่าเรียนอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ท่านมีฌาน สมาธิ และวิชาคาถาอาคมที่แก่กล้ามากยิ่งขึ้น และเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำมาสู่การที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลงในเวลาต่อมา

บทที่ ๓
ชีวประวัติและบทบาทของหลวงปู่สุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร)
ที่มีต่อวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง

อัตชีวประวัติ
หลวงพ่อสุด นามเดิมชื่อ "สุด" นามสกุล "สัตตัง" เกิดเมื่อวันพุธที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ตรงกับวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ณ บ้านค้อใหญ่ หมู่ที่ ๘ ตำบลคำไฮ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดามีนามว่า นายมาก สัตตัง มารดามีนามว่า นางอ่อนสี สัตตัง ครอบครัวมีบุตรธิดาด้วยกัน ๓ คน คือ นางบุตรดี มูลลิสาร นางสาวหวด สัตตัง และหลวงพ่อสุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร)
ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ เมื่อพระอิ่ม รถทอง เจ้าอาวาสวัดกาหลงได้มรณภาพลง ขุนวิมลกาหลง กำนันตำบลกาหลง ได้นำเรื่องไปปรึกษากับพระธรรมสิริชัย เจ้าอาวาสวัดตึกมหาชยาราม โดยท่านได้เลือกหลวงพ่อสุด ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดตึกมหาชยารามในขณะนั้นให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง เนื่องจากท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีวิชาความรู้ เมื่อชาวบ้านในชุมชนได้ทราบข่าวการแต่งตั้งเจ้าอาวาสต่างก็มีความยินดีเป็นอย่างมาก เนื่องจากทราบถึงความรู้ความสามารถของท่านทั้งในด้านวิปัสสนากรรมฐาน ด้านภาษาบาลี และในด้านวิชาคาถาอาคม ต่อมาหลวงพ่อสุดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวดกาหลงใน พ.ศ. ๒๔๗๙ และใน พ.ศ. ๒๔๘๔ ท่านจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลกาหลง ส่งผลให้ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระครูสมุทรธรรมสุนทร" ในระดับชั้นตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ในระดับชั้นโทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ และในระดับชั้นเอกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗
หลวงพ่อสุดนับเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการที่ท่านบังคับให้พระสงฆ์และสามเณรของวัดกาหลงต้องเรียนนักธรรมที่สำนักเรียนวัดกาหลงทุกรูป เพื่อต้องการที่จะทำให้วัดแห่งนี้มีพระสงฆ์อันประกอบคุณสมบัติไปด้วยวิชาความรู้ตามหลักพระธรรมวินัย ท่านยังเป็นพระสงฆ์ที่มีความเป็นอยู่เรียบง่ายและรักสันโดษ รวมทั้งทำการพัฒนาวัดและชุมชนให้มีความเจริญจนกลายมาเป็นที่รู้จักมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งยังมีการจัดสร้างวัตถุมงคลให้กับบรรดาศิษยานุศิษย์ไว้ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องตนเองให้รอดพ้นจากภยันตรายต่าง ๆ ต่อมาหลวงพ่อสุดได้อาพาธด้วยโรคโพรงจมูกอักเสบ และใน พ.ศ. ๒๕๒๔ ท่านได้อาพาธด้วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ส่งผลให้สุขภาพของท่านไม่แข็งแรงเหมือนกับในอดีต ครั้นถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน เวลา ๑๓.๑๕ น. หลวงพ่อสุดได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ณ วัดกาหลง สิริอายุรวมได้ ๘๑ ปี ๓ เดือน ๘ วัน นำมาซึ่งความเศร้าโศกและความอาลัยรักของชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงและบรรดาศิษยานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง
ภายหลังจากการมรณภาพของหลวงพ่อสุด ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นกับร่างของท่าน กล่าวคือ ศพของท่านไม่เน่าไม่เปื่อยแต่อย่างใด จึงทำให้ทางวัดและชาวบ้านมีความเห็นร่วมกันว่าควรที่จะจัดเก็บร่างของท่านไว้เช่นนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้บรรดาศิษยานุศิษย์ได้เดินทางมากราบศพของท่านเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อมีการเก็บศพของท่านไว้เป็นเวลา ๑๙ ปี จึงทำให้วัดและชาวบ้านมีความเห็นร่วมกันที่จะทำการณาปนกิจของท่าน โดยพิธีพระราชทานเพลิงศพถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อครั้งเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานผ้าไตร ๕ ไตร ทอดถวายพระสงฆ์เพื่อบังสุกุลในการพระราชทานเพลิงศพ
ในขณะที่กำลังประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพยังเกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นกับศพของหลวงพ่อสุดอีก กล่าวคือ ดอกไม้จันทน์ของพระเทพสาครมุนี (สมบูรณ์ ปณฺญาวุโธ) เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ผู้เป็นประธานในพิธีไม่สามารถจุดไฟให้ติดได้ จึงทำให้พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ (ฉลอง ทินฺนาโภ) รักษาการเจ้าอาวาสวัดกาหลง ได้นึกถึงความฝันของตนเองว่าหลวงพ่อสุด ท่านมาบอกว่าจะไม่มีใครสามารถจะเผาศพของท่านได้ จึงได้ถามท่านไปว่าแล้วอย่างนั้นจะให้ทำกันอย่างไร ท่านจึงตอบกลับมาว่าให้ท่านเผาตัวท่านเอง ส่งผลให้พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ ตัดสินใจเดินขึ้นไปบนเมรุพร้อมกับพระเทพสาครมุนี แล้วจุดดอกไม้จันทน์ไปวางใส่ที่มือของท่าน ทันใดนั้นเองเปลวเพลิงถึงได้สามารถเผาศพของท่านได้
ภายหลังจากเสร็จสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงศพดังกล่าว ยังพบกับเหตุอัศจรรย์ขึ้นอีกคือ อัฐิของท่านยังคงอยู่ครบทุกชิ้น ไม่มีส่วนใดที่แตกหักหรือย่อยสลายเป็นผงเหมือนกับอัฐิของคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระสงฆ์และชาวบ้านมีความเห็นร่วมกันว่าควรที่จะเชิญอัฐิของท่านบรรจุไว้ในโลงแก้ว เพื่อเปิดให้ประชาชนได้เข้ามากราบไหว้สักการะบูชา ซึ่งได้นำมาประดิษฐานไว้บนชั้น ๒ ของศาลาการเปรียญวัดกาหลงมาจนถึงปัจจุบัน และอัฐิอีกส่วนหนึ่งได้แบ่งไปเก็บไว้ที่วัดโพธิ์ไทร จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านเกิดของท่าน
แม้ว่าหลวงพ่อสุดจะมรณภาพไปแต่ทางวัดกาหลงและชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงยังคงรำลึกถึงคุณงามความดีของท่านที่ได้ทำเอาไว้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกาหลง จึงทำให้มีการจัดงานขึ้นเพื่อรำลึกถึงตัวท่านในทุกวันที่ ๑๓-๑๔ สิงหาคมของทุกปี ซึ่งในวันที่ ๑๔ สิงหาคมตรงกับวันมรณภาพของท่าน โดยในช่วงเย็นวันที่ ๑๓ สิงหาคมจะเป็นการสวดพระอภิธรรม ส่วนในวันที่ ๑๔ สิงหาคมช่วงสายจะเป็นการสวดพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพลให้กับพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าร่วมงานดังกล่าว ก่อนที่ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการสวดมาติกาบังสุกุลเป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

บทบาทของพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) ที่มีต่อชุมชนบ้านกาหลง
นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่หลวงพ่อสุดเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดกาหลงจนถึงการมรณภาพของท่านใน พ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านได้มีบทบาทต่อชุมชนบ้านกาหลง ทั้งบทบาทในฐานะพระเกจิอาจารย์ และบทบาทในฐานะพระนักพัฒนา

บทบาทในฐานะพระเกจิอาจารย์
(๑) ยันต์ตะกร้อ
สืบเนื่องมาจากการที่หลวงพ่อสุดมีความตั้งใจที่จะพัฒนาวัดและชุมชนให้มีความเจริญ ส่งผลให้มีชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจนทำให้ตัดสินใจออกบวช เพื่อศึกษาเล่าเรียนในด้านพระธรรม ซึ่งท่านมองว่าพระสงฆ์ที่เพิ่งบวชใหม่เหล่านี้เมื่อสึกออกไปก็สมควรที่จะมีของดีป้องกันตัวเอาไว้ จึงเป็นที่มาของการสักยันต์ตะกร้อหรืออีกชื่อหนึ่ง คือ ยันต์ไส้หนุมาน ตามคำอธิบายของหลวงพ่อสุดนั้น ตะกร้อเป็นศิลปะพื้นบ้านทั้งศิลปะของการสานและการเตะ ซึ่งสะท้อนถึงความหมายของความอดทนแคล้วคลาดของคนเรา เมื่อถูกเตะเท่าไหร่ก็ไม่เป็นอะไร การนำตะกร้อมาทำเป็นยันต์จึงเป็นกุศโลบายที่ท่านต้องการจะสื่อว่าใครก็ตามที่ได้สักยันต์กับท่านจะมีแต่ความแคล้วคลาดปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง หรือที่เรียกกันว่าอยู่ยงคงกระพัน เหมือนกับลูกตะกร้อที่แม้จะถูกเตะนับครั้งไม่ถ้วนแต่ตัวลูกตะกร้อยังคงสภาพเดิม ไม่มีการแตกหักแต่อย่างใด
สำหรับกฎในการสักยันต์ตะกร้อ เริ่มต้นจากผู้ที่จะได้รับการสักจะต้องเป็นชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงที่ผ่านการบวชเรียนมาอย่างน้อย ๑ พรรษา และต้องผ่านการพิจารณาของท่านว่าเมื่อสึกออกไปแล้วจะเป็นคนประพฤติดีหรือไม่ หากพิจารณาแล้วพบว่าจะเป็นคนเกเร อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในสังคมได้ ท่านจะไม่ทำการสักยันต์ตะกร้อให้ ภายหลังจากได้รับการสักยันต์แล้ว ผู้ที่ได้รับการสักจะต้องปฏิบัติตามกฎ ๓ ข้อ คือ ห้ามนอนบนพื้นกระดานเด็ดขาด ห้ามด่าพ่อแม่ของคนอื่น และห้ามผิดศีลข้อ ๓ โดยเด็ดขาด
ขั้นตอนในการสักยันต์ตะกร้อจะเริ่มจากการตรวจดวงชะตาเพื่อหาฤกษ์ในการสัก เมื่อได้ฤกษ์แล้วจะทำการลงมือสักด้วยหมึกจีนผสมกับดีหมี ดีเสือ ดีจระเข้ และว่านต่าง ๆ ให้เข้ากัน โดยใช้เวลาตั้งแต่ราวประมาณ ๒๐.๐๐ - ๒๑.๐๐ น. จนถึงเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ - ๐๓.๐๐ น. ภายหลังจากการสักยันต์เสร็จแล้ว ผู้ที่เพิ่งได้รับการสักยันต์จะต้องมาเข้าพิธีครอบครูตามวัน เวลา และฤกษ์ที่ท่านได้ระบุไว้ โดยพิธีดังกล่าวจะถูกจัดขึ้นในพระอุโบสถวัดกาหลง ผู้เข้าร่วมพิธีจะต้องเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อนำมาบูชาขัน ๕ ส่วนเครื่องเซ่นที่ต้องใช้ ได้แก่ บายศรี หัวหมู เป็ด ไก่ ข้าว ไข่ต้ม ของหวาน ดอกไม้ พวงมาลัย และเหล้าขาว
สำหรับความหมายของยันต์ตะกร้อ แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีใครทราบถึงความหมายของอักขระบนยันต์อย่างแน่ชัด แต่มีผู้ศึกษาว่าข้อความในยันต์ตะกร้อมีความสัมพันธ์กับหลักธรรมและการปฏิบัติตนตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการยึดมั่นในพระรัตนตรัย การไม่คบคนชั่วมุ่งเน้นคบแต่คนดี การหมั่นสร้างบุญกุศลให้กับตนเอง และการระลึกถึงความไม่เที่ยงของสังขารมนุษย์

(๒) ตะกรุด
ตะกรุดถือเป็นวัตถุมงคลอีกประเภทหนึ่งของหลวงพ่อสุดที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างดีของบรรดาศิษยานุศิษย์ มีพุทธคุณในด้านอยู่ยงคงกระพันเช่นเดียวกับยันต์ตะกร้อ โดยตะกรุดของท่านมีอยู่ด้วยกัน ๒ รุ่นหลัก ได้แก่ ตะกรุดรุ่นโทนเชือกคาด และตะกรุดรุ่นเชือกคาด ๑๐๘ ดอก หรือรุ่น ๓ กษัตริย์
สำหรับตะกรุดรุ่นโทนเชือกคาดมีลักษณะขนาดยาวประมาณ ๔ นิ้ว ถักร้อยด้วยเชือกไว้สำหรับคาดที่เอว เนื้อที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อทองแดงและเนื้อฝาบาตร จัดสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๒๕๑๕ - ๒๕๒๐ สามารถแบ่งย่อยออกเป็น ๒ สี คือ รุ่นโทนเชือกคาดสีเขียวและรุ่นโทนเชือกคาดสีขาว ซึ่งนอกจากจะเป็นรุ่นของวัดกาหลงแล้วยังมีการออกตะกรุดรุ่นดังกล่าวที่วัดอื่น ๆ ในจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ วัดแก้วมงคล (บ้านชายทะเลกาหลง) วัดนาขวาง และที่วัดโพธิ์ไทร จังหวัดร้อยเอ็ดอีกด้วย
ส่วนตะกรุดรุ่นเชือกคาด ๑๐๘ ดอก หรือรุ่น ๓ กษัตริย์ มีลักษณะขนาดเล็กจำนวน ๑๐๘ ดอก ถักร้อยเข้าด้วยกันไว้สำหรับคาดที่เอว จัดสร้างทั้งแบบเชือกสีเขียวและเชือกสีขาว เนื้อที่ใช้ทำตะกรุดเป็นเนื้อเงิน เนื้อฝาบาตร และเนื้อทองแดง ความนิยมของตะกรุดทั้ง ๒ รุ่นนี้ยังเห็นได้จากการที่มีการผลิตรูปภาพของท่านขนาดห้อยคอ โดยมีการบรรจุเนื้อตะกรุดไว้ที่ด้านหลังของรูปภาพ รวมทั้งยังเคยมีการจัดสร้างเหรียญรุ่นทับตะกรุดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗ ด้วยเช่นกัน

(๓) เหรียญ
ตามความศรัทธาของศิษยานุศิษย์และผู้เช่าบูชา เชื่อกันว่าเหรียญของหลวงพ่อสุดมีพุทธคุณในด้านอยู่ยงคงกระพัน จึงทำให้ผู้เช่าบูชาพระเครื่องทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ทำการเสาะแสวงหาเหรียญของท่านมาเช่าบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเอง มีการจัดสร้างและปลุกเสกเหรียญเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๓๖ รุ่น โดยเหรียญรุ่นแรกจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ส่วนเหรียญรุ่นสุดท้ายจัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยเหรียญของหลวงพ่อสุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ๒ รุ่น ได้แก่ เหรียญรุ่นฟ้าผ่า พ.ศ. ๒๕๐๖ และเหรียญรุ่นเสือเผ่น พ.ศ. ๒๕๑๗
เหรียญรุ่นฟ้าผ่าถือเป็นเหรียญรุ่นแรกของท่าน จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดกาหลงหลังปัจจุบัน ลักษณะเป็นเหรียญที่มีขอบตัด จัดสร้างเฉพาะเนื้อทองแดงเท่านั้น ด้านหน้ามีจารึกข้อความ "พระครูสมุทรธรรมสุนทรวัดกาหลง จ.สมุทรสาคร" พร้อมกับรูปเหมือนของท่านที่เห็นเฉพาะส่วนบน ด้านหลังมีจารึกข้อความ "งานผูกพันธสีมา ๒๕๐๖" พร้อมกับยันต์ตะกร้อและอักขระคาถาของยันต์ โดยสาเหตุที่เหรียญรุ่นดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า "รุ่นฟ้าผ่า" เป็นผลมาจากการที่มีศิษยานุศิษย์ของท่านได้คล้องเหรียญรุ่นดังกล่าวแล้วถูกฟ้าผ่า แต่กลับพบว่าร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกฟ้าผ่าเลยแม้แต่นิดเดียว จึงทำให้มีการเรียกชื่อเหรียญในลักษณะดังกล่าว
ส่วนเหรียญรุ่นเสือเผ่น พ.ศ. ๒๕๑๗ จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในงานทำบุญครบ ๖ รอบ (๗๒ ปี) ของหลวงพ่อสุด ลักษณะเป็นเหรียญที่มีขอบตัด มีการแบ่งออกเป็นหลายบล็อกและหลายเนื้อ ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปเหมือนของท่านที่กำลังนั่งสมาธิ โดยด้านล่างมีการทำรูปเสือเผ่น อันเป็นผลมาจากปีนักษัตรของท่านที่เกิดในปีขาล ซึ่งการทำรูปเสือในเหรียญของท่านต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ประจำตัวที่มีการทำในลักษณะดังกล่าวมากถึง ๒๓ รุ่น ด้านหลังเหรียญทำเป็นรูปยันต์ตะกร้อที่รายล้อมไปด้วยอักขระคาถาของยันต์ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาช่วงปีที่จัดสร้างเหรียญ พบว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการแผ่ขยายของกลุ่มลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ซึ่งพระเกจิอาจารย์ในขณะนั้นได้จัดสร้างเหรียญและวัตถุมงคล เพื่อใช้แจกจ่ายเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่เข้าร่วมปฏิบัติการต่อสู้กับกลุ่มลัทธิดังกล่าว

บทบาทในฐานะพระนักพัฒนา
สำหรับบทบาทของหลวงพ่อสุดในฐานะพระนักพัฒนา สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ด้าน คือ ด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้านการพัฒนาวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง และด้านสาธารณสงเคราะห์

(๑) ด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนา
แม้ว่าหลวงพ่อสุดจะเป็นพระสงฆ์ที่มีความรู้ในด้านวิชาคาถาอาคมเป็นอย่างมาก แต่ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน เห็นได้จากการเป็นครูสอนนักธรรมในระดับชั้นตรีถึงชั้นเอก ซึ่งท่านได้ทำหน้าที่ดังกล่าวตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ รวมทั้งยังเป็นประธานอำนวยการสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดกาหลง โดยเป็นการเคลื่อนย้ายตำแหน่งที่ตั้งของโรงเรียนจากที่ตั้งอยู่ริมน้ำให้มาตั้งอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันของโรงเรียนวัดกาหลง (พึ่งสุนทรอุทิศ) และการรับหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๕๒๖ รวมทั้งยังคงมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนวัดกาหลงที่เรียนดีแต่มีฐานะยากจน และยังมอบทุนการศึกษาไปจนถึงในระดับอาชีวศึกษาหรือในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความคิดของท่าน ในการวางรากฐานเรื่องของการศึกษาทั้งในทางโลกและทางธรรม อันส่งผลให้มีเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และจะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาคนต่อเนื่องไปจนถึงการพัฒนาชุมชนบ้านกาหลงในเวลาต่อมา

(๒) ด้านการพัฒนาวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง
นอกจากผลงานในด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว หลวงพ่อสุดยังคงเป็นผู้ที่มีบทบาทในด้านการพัฒนาวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง จากแต่เดิมเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาน้อยและมีศาสนสถานที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม ให้กลายมาเป็นวัดที่มีศาสนสถาน เห็นได้จากการจัดสร้างที่สำคัญ คือ การจัดสร้างพระอุโบสถเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ - ๒๕๐๖ ในส่วนของการพัฒนาชุมชนบ้านกาหลงของท่าน เช่น การจัดสร้างถนนภายในชุมชนที่เชื่อมต่อกับถนนพระรามที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดของท่านที่มองการณ์ไกลว่าในอนาคตถนนจะกลายมาเป็นเส้นทางคมนาคมหลักในการเดินทาง ถ้าชุมชนบ้านกาหลงไม่มีถนนที่เชื่อมต่อกับถนนพระรามที่ ๒ ก็คงเป็นการยากที่จะมีความเจริญเข้ามาสู่ชุมชน
ในส่วนของการดำเนินการจัดสร้างถนนดังกล่าว ท่านเป็นผู้เจรจาเพื่อขอบริจาคที่ดินชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงเพื่อการจัดสร้างทางหลวงชนบทหมายเลข สค.๒๐๒๘ ด้วยตนเอง และท่านยังร่วมสมทบทุนในการจัดสร้างถนนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาท เพราะท่านเล็งเห็นแล้วว่าในอนาคตการเดินทางด้วยรถยนต์จะเป็นการเดินทางหลักของผู้คน รถไฟกับเรือจะได้รับความนิยมลดลง ท่านจึงนับเป็นผู้ที่มีทำให้วัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงมีการพัฒนาที่เจริญกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

(๓) ด้านสาธารณสงเคราะห์
นอกจากนี้หลวงพ่อสุดยังมีส่วนร่วมในการจัดสร้างศาสนสถานให้กับวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย เพื่อให้วัดเหล่านี้มีศาสนสถานที่พร้อมใช้งาน เช่น การเป็นประธานในการจัดสร้างพระอุโบสถวัดโพธิ์ไทร จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านเกิดของท่าน ส่งผลให้ชาวบ้านยังคงร่วมระลึกถึงชื่อเสียงและคุณงามความดีของท่านที่เคยทำไว้ไม่เสื่อมคลายมาจนถึงปัจจุบัน
ต่อมาเมื่อพระครูสาครสีลวัฒน์ (พยนต์ ยนฺตสีโล) เป็นเจ้าอาวาสวัดกาหลง ท่านได้ทำการพัฒนาวัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลงให้เหมือนกับในสมัยของหลวงพ่อสุดเช่นเดิม เช่น เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดกาหลง เป็นผู้อุปการะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนวัดกาหลง (พึ่งสุนทรอุทิศ) เป็นผู้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนวัดกาหลง (พึ่งสุนทรอุทิศ) และพระภิกษุ สามเณรของวัดกาหลง เป็นประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลกาหลง รวมทั้งยังบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานและศาสนวัตถุภายในวัดกาหลงให้พร้อมใช้งาน เป็นต้น

หลวงพ่อสุดในฐานะบุคคลสำคัญของชุมชนบ้านกาหลง
สำหรับปัจจัยที่ทำให้หลวงพ่อสุดเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนบ้านกาหลงมีด้วยกันทั้งหมด ๔ ประเด็น คือ ภาพลักษณ์ในฐานะพระเกจิอาจารย์และพระนักพัฒนา ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ที่เข้าถึงง่าย การจัดสร้างวัตถุมงคลภายหลังจากการมรณภาพของหลวงพ่อสุด และการจัดสร้างรูปหล่อพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก

(๑) ภาพลักษณ์ในฐานะพระเกจิอาจารย์และพระนักพัฒนา
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลวงพ่อสุดกลายมาเป็นบุคคลสำคัญของชุมชนบ้านกาหลง คือ ภาพลักษณ์ของท่านทั้งในฐานะพระเกจิอาจารย์และพระนักพัฒนา ศิษยานุศิษย์บางส่วนได้ระบุว่าท่านเป็นพระสงฆ์ที่มีความตั้งใจในการปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นอย่างมาก เห็นได้จากการปลุกเสกที่ใช้เวลานานและต้องรอให้กล่องใส่เหรียญขยับได้เอง ก่อน จึงจะนำเหรียญมาแจก เพื่อให้เกิดความมั่นใจในพุทธคุณของเหรียญ ซึ่งการแจกของท่านก็ไม่มีข้อยกเว้นให้กับผู้ใด และแจกในจำนวนที่ค่อนข้างเยอะ นอกจากการจัดสร้างเหรียญที่วัดกาหลงแล้ว วัดในพื้นที่อื่น ๆ ก็มีการเชิญให้หลวงพ่อสุดไปช่วยปลุกเสก เช่น สมุทรปราการ ราชบุรี เพชรบุรี ชลบุรี และสมุทรปราการ โดยเวลาปลุกเสกท่านจะนั่งอยู่จนเป็นคนสุดท้าย เน้นเพ่งกระแสจิตจนเทียนดับไปเอง หรือในเรื่องการตามหาของหายที่ท่านยังสามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้ เพียงแค่ระบุวัน เดือน ปี เกิดของตนเอง จากนั้นท่านจึงจะบอกว่าของดังกล่าวไปอยู่ในที่ใดหรือใครเป็นผู้ขโมยไป

(๒) ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ที่เข้าถึงง่าย
จากคำบอกเล่าของศิษยานุศิษย์กล่าวว่า หลวงพ่อสุดเป็นพระสงฆ์ที่ใจดี เคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความเมตตาและให้ความยุติธรรมกับชาวบ้านและศิษยานุศิษย์ทุกคน ท่านจะเป็นพระที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย วางระเบียบให้เด็กวัดต้องปฏิบัติตาม เด็กวัดทุกคนต้องเข้าหอสวดมนต์ทำวัตรเย็นเหมือนพระ ใครไม่ทำก็จะมีบทลงโทษ ถ้าหากชาวบ้านคนใดมีปัญหาที่ต้องการขอความช่วยเหลือจากท่านก็ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือโดยทันที โดยเฉพาะชาวบ้านคนใดที่เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งในส่วนของโรคทั่วไปท่านก็จะทำการต้มยาที่เรียกว่า "ยาคูณธาตุ" คือ การนำเอาวันเดือนปีเกิดของผู้ป่วยมาคูณเพื่อหาธาตุของคนนั้น ๆ ซึ่งไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาล แม้กระทั่งถ้าชาวบ้านคนใดถูกผีเข้า ท่านก็พร้อมที่จะทำพิธีให้โดยทันทีแม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนที่ท่านต้องจำวัดเพื่อพักผ่อนในแต่ละวัน
ทั้งนี้การเป็นพระสงฆ์ที่เข้าถึงง่าย ไม่มีระยะห่างทางสถานภาพทางสังคมระหว่างพระสงฆ์และชาวบ้านมากจนเกินไป เหมาะกับบริบทของชุมชนบ้านกาหลงที่ไม่ได้เป็นชุมชนขนาดใหญ่นัก ผู้คนในชุมชนมีลักษณะพึ่งพาอาศัยต่อกัน เมื่อวัดประจำชุมชนมีพระสงฆ์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว จึงส่งผลให้ท่านได้ใจคนในชุมชน จนกลายมาเป็น ที่พึ่งทางจิตใจ และเป็นศูนย์รวมจิตใจในฐานะบุคคลสำคัญของชุมชนบ้านกาหลงมาจนถึงปัจจุบัน

(๓) การจัดสร้างวัตถุมงคลภายหลังจากการมรณภาพของพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร)
ภายหลังจากการมรณภาพของหลวงพ่อสุด เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๖ เจ้าอาวาสวัดกาหลงที่ขึ้นดำรงตำแหน่งรูปต่อมายังได้ทำการจัดสร้างวัตถุมงคลเกี่ยวข้องกับตัวท่านอยู่หลายครั้งตามแต่โอกาสที่มาถึงในแต่ละปี โดยการจัดสร้างดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยที่พระครูสาครสีลวัฒน์ (พยนต์ ยนฺตสีโล) พระครูสุนทรพัฒนาภรณ์ (ฉลอง ทินฺนาโภ) และพระมหาวิษณุ กิตฺติญาโณ
โดยเหรียญที่จัดสร้างในสมัยของเจ้าอาวาสวัดกาหลงทั้ง ๓ รูป คือ เหรียญรุ่นโปรดเกล้า พ.ศ. ๒๕๒๙ จัดสร้างโดยพระครูสาครสีลวัฒน์ (พยนต์ ยนฺตสีโล) เจ้าอาวาสรูปที่ ๖ (พ.ศ. ๒๕๒๙-๒๕๔๕) เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ มายังวัดกาหลงของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ ลักษณะเป็นเหรียญรูปน้ำเต้ามีขอบตัด มีทั้งแบบเนื้อทองแดง เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อทองแดงกะไหล่ดำ ด้านหน้าทำเป็นรูปเหมือนของท่านที่กำลังทำท่านั่งสมาธิพร้อมกับรูปเสือเผ่น มีจารึกข้อความ "รุ่นโปรดเกล้า พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร)" และ "วัดกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร" ด้านหลังของเหรียญทำเป็นตราอักษรพระนามาภิไธย ม.ว.ก. (มหาวชิราลงกรณ) ที่ขัดกันเป็นรูปเพชร ภายใต้พระจุลมงกุฎเปล่งรัศมีสายฟ้า ถัดลงมาเป็นรูปยันต์ตะกร้อที่รายล้อมไปด้วยอักขระและคาถาของยันต์ พร้อมกับมีจารึกข้อความ "พุธที่ ๗ พ.ค. ๒๙ เสด็จพระราชดำเนินทรงเททองและทรงวางศิลาฤกษ์พระวิหาร"

(๔) การจัดสร้างรูปหล่อพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก
ในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๕ ทางวัดกาหลงได้มีการจัดสร้างรูปหล่อของหลวงพ่อสุด หรือพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) องค์ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น ซึ่งการจัดสร้างรูปหล่อขนาดใหญ่ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเลื่อมใสศรัทธาที่ชาวบ้านในชุมชนบ้านกาหลงและศิษยานุศิษย์มีต่อท่าน และยังเป็นการสร้างจุดสนใจให้กับวัดกาหลงในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสมุทรสาคร

บทที่ ๕
วัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องรางยุคหลวงพ่อสุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร)
เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อสุดสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านเป็นที่กล่าวขวัญในวงการพระเครื่องอย่างไม่เสื่อมคลาย คือวัตถุมงคลและเครื่องรางที่ท่านได้ริเริ่ม จัดสร้างและปลุกเสกด้วยตนเอง วัตถุมงคลของท่านนับเป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาเฉพาะตัวซึ่งหลอมรวมจากสายวิชาหลายแหล่ง

๑. ยันต์ตะกร้อ เอกลักษณ์ที่ไม่มีผู้ใดเสมอ
ในบรรดาวัตถุมงคลของหลวงพ่อสุดนั้น สิ่งที่ทำให้ชื่อของท่านโดดเด่นคือ "ยันต์ตะกร้อ" อันเป็นยันต์ครูที่ท่านคิดค้นขึ้นด้วยตนเอง โดยลงอักขระภาษาขอม เขมร และลาวผสมผสานกันซึ่งหลวงพ่อสุดได้จัดทำขึ้นมาด้วยการปลุกเสกลงอาคม โดยใช้ภาษาขอม เขมร และลาว และได้รับความนิยมจากบรรดาสานุศิษย์เป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าแรงบันดาลใจในการออกแบบยันต์นี้ว่าเกิดจากความชื่นชอบกีฬาตะกร้อในวัยเด็ก ท่านสังเกตว่าลูกตะกร้อที่สานด้วยหวายแม้จะถูกเตะกระทบซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่แตกหักเสียหายง่าย จึงนำลักษณะการสานลูกตะกร้อมาออกแบบเป็นลายเส้นอักขระยันต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร โดยถือเป็นปริศนาธรรมที่แทนความอดทนและความแคล้วคลาดของชีวิตคนไปในตัว ยันต์ตะกร้อนี้แต่เดิมหลวงพ่อสุดใช้สักลงบนเนื้อตัวของศิษย์ที่มาขอฝากตัว โดยมีทั้งยันต์ตะกร้อและยันต์เสือเผ่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันผู้ที่ได้รับการสักยันต์จะอยู่ยงคงกระพัน

๒. วัตถุมงคลยุคแรก (พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๕๐๗)
วัตถุมงคลรุ่นแรกสุดของหลวงพ่อสุดเป็นพระเนื้อผงพิมพ์สมเด็จหลายพิมพ์ จัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๔ ทั้งพิมพ์หลังยันต์ พิมพ์หูยาน พิมพ์คะแนน และพิมพ์สามเหลี่ยม อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลและมีส่วนร่วมในการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ พระอาจารย์ที่ท่านนับถือในปี ๒๔๘๔ ขณะที่หลวงพ่อสุดดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบล หลวงพ่อรุ่งได้จัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่านขึ้น และหลวงพ่อสุดก็ได้มีส่วนร่วมในการสร้างเหรียญรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านจึงได้จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกของตนเองเป็นครั้งแรก รู้จักกันในชื่อ "รุ่นฟ้าผ่า" หรือเหรียญหลังยันต์ตะกร้อรุ่นแรก สร้างด้วยเนื้อทองแดงเพียงชนิดเดียวเหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อสุดสร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ สร้างด้วยเนื้อทองแดงเพียงชนิดเดียวเท่านั้น และในปีต่อมา พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงได้จัดสร้างเหรียญรุ่นสอง หรือที่ลูกศิษย์เรียกกันว่า "รุ่นนั่งโต๊ะ" ตามลักษณะรูปจำลองด้านหน้าเหรียญ

๓. เหรียญเสือเผ่นและเหรียญเสือหมอบ — สายเลือดแห่งความคงกระพัน
รูปเสือนั้นนับเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศิลป์ที่ปรากฏในวัตถุมงคลของหลวงพ่อสุดหลายรุ่น สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านวิชาคงกระพันชาตรีที่ท่านได้สั่งสมมาแต่ยังเป็นฆราวาส เริ่มจากเหรียญสังฆาฏิใหญ่หรือ "รุ่นทุย" เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามด้วยเหรียญที่ได้รับความนิยมสูงสุดรุ่นหนึ่งคือ "เหรียญเสือเผ่น" พ.ศ. ๒๕๑๗ ซึ่งมีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดเป็นที่เลื่องลือ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๑๙ ท่านได้จัดสร้างเหรียญเสือหมอบ ซึ่งนิยมตอกโค้ด "ส" กำกับไว้ที่สังฆาฏิ พร้อมกับตะกรุดเชือกคาดเอวชุด ๑๐๘ ดอกในปีเดียวกันเหรียญเสือหมอบ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง จ.สมุทรสาคร พ.ศ. ๒๕๑๙ ตอกโค้ด (ส) และในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงได้จัดสร้างเหรียญเสือกลับและเหรียญเสือน้อยตามมาอีก ๒ รุ่น

๔. เหรียญรุ่นปิตุภูมิ-มาตาปิตุภูมิ (บัวเล็ก-บัวใหญ่) พ.ศ. ๒๕๒๒
วัตถุมงคลที่สะท้อนความกตัญญูต่อบ้านเกิดของหลวงพ่อสุดอย่างชัดเจนที่สุดคือ เหรียญรุ่นปิตุภูมิ หรือที่นักสะสมเรียกกันว่า "บัวเล็ก" และเหรียญรุ่นมาตาปิตุภูมิ หรือ "บัวใหญ่" ทั้งสองรุ่นจัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๒ ณ จังหวัดร้อยเอ็ดบ้านเกิดของท่าน เหรียญรุ่นปิตุภูมิจัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกให้บูชาแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ในการสร้างพระอุโบสถวัดศรีมงคล จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนเหรียญรุ่นมาตาปิตุภูมิจัดสร้างขึ้นในปีเดียวกัน ออกให้บูชาแก่ผู้ที่บริจาคทรัพย์ในงานผูกพัทธสีมาวัดโพธิ์ไทร จังหวัดร้อยเอ็ด ทั้งสองรุ่นสร้างด้วยเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ด้านหน้าเป็นรูปจำลองนั่งสมาธิเต็มองค์มีรูปเสืออยู่ด้านล่าง ด้านหลังเป็นยันต์ตะกร้ออันเป็นยันต์ครูประจำตัวท่าน การจัดสร้างเหรียญทั้งสองรุ่นนี้แสดงให้เห็นว่า แม้หลวงพ่อสุดจะมาสร้างชื่อเสียงและครองสมณศักดิ์อยู่ที่วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร แต่ท่านก็ยังคงผูกพันและตอบแทนคุณแผ่นดินบ้านเกิดของท่านที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดเสมอมา

๕. วัตถุมงคลยุคปลายและเครื่องรางอื่น ๆ
ในช่วงปลายชีวิตของหลวงพ่อสุด ท่านยังคงจัดสร้างวัตถุมงคลอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผ้ายันต์ที่นำไปออกให้บูชาที่วัดทินกรนิมิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ และในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นปีที่ท่านมีอายุครบ ๘๐ ปี ได้จัดสร้างเหรียญหันข้างหรือที่เรียกกันว่า "เหรียญน้ำเต้า" รุ่นฉลองอายุครบ ๘๐ ปี พร้อมกับเหรียญรุ่นโรงเหล็ก บี.เอส.ไอ. และพระผงสมเด็จไตรมาสฐานเสือหรือ "เสืออ้วน" จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงได้จัดสร้างเหรียญหันข้างน้ำเต้าบล็อกรางคู่ตามมาเป็นรุ่นท้าย ๆ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพในปีถัดมาผ้ายันต์หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ออกวัดทินกรนิมิต ปี ๒๕๒๓ และเหรียญหันข้าง (น้ำเต้า) บล็อกรางคู่ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง ปี ๒๕๒๕ นอกจากนี้ ตะกรุดเชือกคาดเอวก็เป็นเครื่องรางอีกประเภทหนึ่งที่หลวงพ่อสุดทำแจกแก่ศิษย์ใกล้ชิดมาตลอด โดยอาศัยอักขระและคาถาภาษาขอม เขมร ลาว ผสมผสานกันตามแบบฉบับเฉพาะตัวของท่าน

๖. วัตถุมงคลภายหลังการมรณภาพ — สมทบทุนสร้างรูปหล่อองค์ใหญ่ที่สุดในโลก
แม้หลวงพ่อสุดจะมรณภาพไปแล้ว แต่คณะศิษยานุศิษย์และทางวัดกาหลงก็ยังคงจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำรายได้ไปสมทบทุนในโครงการต่าง ๆ ของวัด โดยหนึ่งในวัตถุมงคลที่มีความสำคัญที่สุดคือ "ลูกตะกร้อมหาอุตม์" และ "สาริกามหาลาภ" เนื้อเงินและเนื้อนวโลหะสร้างขึ้นเพื่อนำรายได้ไปสร้างรูปเหมือนหลวงพ่อสุดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก ณ วัดกาหลง สะท้อนให้เห็นว่าบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ในนามของหลวงพ่อสุดยังคงเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คนรุ่นใหม่ และยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาวัดกาหลงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

บทที่ ๖
มรณภาพ เกียรติคุณ และมรดกศรัทธาที่สืบต่อ
ปิดฉากชีวิตพระเถระ เปิดตำนานเจ้าตำรับยันต์ตะกร้อ
การมรณภาพ
ภายหลังจากหลวงพ่อสุดได้อุทิศตนต่อพระพุทธศาสนาและชุมชนบ้านกาหลงมาอย่างยาวนาน สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดโทรมลงตามวัยชรา จนกระทั่งวันอาทิตย์ที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน เวลา ๑๓.๑๕ น. หลวงพ่อสุดก็ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบ ณ วัดกาหลง สิริรวมอายุได้ ๘๑ ปี ๓ เดือน ๘ วัน นำมาซึ่งความเศร้าโศกอาลัยของศิษยานุศิษย์และชาวสมุทรสาคร

ปาฏิหาริย์เผาไม่ไหม้และสรีระในโลงแก้ว
เหตุการณ์ที่ตอกย้ำความเลื่อมใสในบารมีของหลวงพ่อสุดขึ้นไปอีก เกิดขึ้นภายหลังจากท่านมรณภาพแล้ว เมื่อทางวัดกาหลงได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพขึ้นในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นข่าวดังของประเทศไทย เนื่องจากระหว่างพิธีประชุมเพลิง เปลวไฟไม่อาจเผาไหม้สรีระสังขารของท่านได้ตามปกติเผาไม่ไหม้ ท่านต้องเผาเองอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ศิษยานุศิษย์และคณะกรรมการวัดมีมติร่วมกันที่จะไม่ทำการฌาปนกิจให้เสร็จสมบูรณ์ตามประเพณี หากแต่นำสรีระสังขารของท่านบรรจุลงในโลงแก้วใส เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาได้กราบสักการะแทน ปัจจุบันสรีระสังขารของหลวงพ่อสุดยังคงประดิษฐานอยู่ในโลงแก้ว ณ วัดกาหลง ให้พุทธศาสนิกชนได้เดินทางมาสักการะอย่างต่อเนื่อง

การสืบทอดและมรดกศรัทธา
แม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมายาวนานนับแต่วันที่หลวงพ่อสุดมรณภาพ แต่ชื่อเสียงของท่านก็มิได้จางหายไปตามกาลเวลา ในทางกลับกันความศรัทธาที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้นำไปสู่โครงการสำคัญ คือการจัดสร้างรูปหล่อหลวงพ่อสุดองค์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยได้มีพิธีเททองหล่อองค์รูปเหมือนขึ้นเมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มีพิธีเททองหล่อองค์หลวงพ่อสุด องค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้คนต่างเดินทางมาร่วมพิธีด้วยความศรัทธา โดยใช้เงินทุนส่วนหนึ่งจากการจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นลูกตะกร้อมหาอุตม์และสาริกามหาลาภ โดยปัจจุบันรูปหล่อองค์ใหญ่นี้ตั้งอยู่คู่กับสรีระสังขารในโลงแก้วของท่าน ณ วัดกาหลง จังหวัดสมุทรสาคร กลายเป็นปูชนียวัตถุสำคัญที่ดึงดูดให้ผู้คนทั้งชาวสมุทรสาครและจากต่างจังหวัดเดินทางมากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง

บทที่ ๗
บทสรุปคุณูปการและสถานะของหลวงพ่อสุด
พระเถระผู้เชื่อมโยงรากเหง้าอีสานเข้ากับแผ่นดินมหาชัย
เมื่อพิจารณาชีวประวัติ ผลงาน และกิตติคุณที่หลวงพ่อสุดได้ฝากไว้ตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ จะเห็นได้ว่าท่านเป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมในหลายมิติ ทั้งในด้านการพัฒนาวัดและการศึกษา การสร้างเอกลักษณ์ทางวิทยาคมเฉพาะตัว และการเป็นที่พึ่งทางจิตใจของผู้คนในสังคมอีกด้วย

๑. พระนักพัฒนาผู้วางรากฐานให้วัดกาหลงและชุมชนบ้านกาหลง
หลวงพ่อสุดมิได้เป็นเพียงพระเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพุทธาคมเท่านั้น แต่ยังเป็นพระนักพัฒนาผู้ให้ความสำคัญกับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม การจัดสร้างโรงเรียนประชาบาลวัดกาหลง การมอบทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน การพัฒนาเสนาสนะภายในวัด รวมถึงการระดมทุนสร้างถนนเชื่อมต่อชุมชนบ้านกาหลงกับถนนพระรามที่ ๒ ล้วนสะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ของท่านที่มองว่าความเจริญของศาสนาและความเจริญของชุมชนเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ได้

๒. เกจิอาจารย์ผู้คิดค้นศาสตร์ยันต์ตะกร้อด้วยภูมิปัญญาของตนเอง
ในด้านพุทธาคม หลวงพ่อสุดมิได้เป็นพระเกจิที่สืบทอดวิชาจากสำนักเดียวเพียงอย่างเดียว หากเป็นผู้หล่อหลอมความรู้จากครูบาอาจารย์หลายสาย นับตั้งแต่หลวงปู่เม้า วัดกลางพนมไพร พระอุปัชฌาย์ในวัยเป็นเณร ไปจนถึงหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ และหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พระเกจิอาจารย์แถบลุ่มน้ำแม่กลองในวัยที่ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกาหลง ท่านมิได้ลอกเลียนรูปแบบยันต์จากตำราเก่าเพียงอย่างเดียว หากยังสามารถคิดค้นยันต์ตะกร้อขึ้นเป็นของตนเองโดยอาศัยแรงบันดาลใจจากชีวิตประจำวันอย่างกีฬาพื้นบ้าน นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงพ่อสุดมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำแบบใคร

๓. ที่พึ่งทางจิตใจของสังคม
หลวงพ่อสุดทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของผู้คนได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงในพื้นที่มหาชัยที่นิยมขอสักยันต์ตะกร้อและยันต์เสือเผ่นเพื่อความปลอดภัยในการออกเรือ สะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาแก่ทุกคนที่เดินทางมาพึ่งบารมีของหลวงพ่อสุดอย่างเท่าเทียมกัน

บทสรุป
เรื่องราวของหลวงพ่อสุด หรือพระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร) คือภาพสะท้อนของพระเถระผู้มาจากแดนอีสานเข้ามาสร้างรากฐานความเจริญให้กับวัดกาหลง จนกลายเป็นปูชนียบุคคลของจังหวัดสมุทรสาคร ความสมบูรณ์ในการเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักพุทธาคมผู้สร้างศาสตร์เฉพาะตัว และที่พึ่งของสังคมทุกระดับชั้นเช่นนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถก้าวข้ามสถานะของพระเกจิท้องถิ่น ไปสู่ความเป็นเจ้าตำรับยันต์ตะกร้อที่เป็นที่รู้จักในระดับประเทศจวบจนปัจจุบัน

บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. (๒๕๓๑). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๔. กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ.
กลั่น, สามเณร. (๒๕๐๔). นิราศพระแท่นดงรัง (พิมพ์ครั้งที่ ๒). องค์การค้าของคุรุสภา.
ชลิต ชัยมงคล. (๒๕๔๒). พระเกจิอาจารย์เมืองมหาชัยและลุ่มน้ำท่าจีน. สำนักพิมพ์มรดกไทย.
ตรีน้อย ทรงประเสริฐ. (๒๕๔๘). วัตถุมงคลและพุทธาคมแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง-ท่าจีน. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ธนิต อยู่โพธิ์. (๒๕๑๕). ประวัติพระเกจิอาจารย์สำคัญของไทย. กรมศิลปากร.
นที บุญยประเสริฐ. (๒๕๕๑). พระเครื่องยอดนิยมเมืองสมุทรสาคร: ประวัติ วัตถุมงคล และพุทธคุณ. สำนักพิมพ์เพชรการพิมพ์.
พงศธร ศรีงามผ่อง. (๒๕๔๘). ชุมชนบ้านกาหลง: ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ. เอกสารวิชาการ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร.
พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร). (๒๕๒๕). ธรรมะและพุทธาคม หลวงพ่อสุด วัดกาหลง. วัดกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร.
พิเชษฐ์ ตันติวิทยา. (๒๕๕๓). สายธารแห่งศรัทธา: พระเถราจารย์แห่งจังหวัดสมุทรสาคร. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.
วัดกาหลง. (๒๕๔๕). หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูสมุทรธรรมสุนทร (สุด สิริธโร). โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สมศักดิ์ ศิริรักษ์. (๒๕๕๒). ตำนานยันต์ตะกร้อและวัตถุมงคลหลวงพ่อสุด วัดกาหลง. สำนักพิมพ์มรดกสยาม.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๔). สมุทรสาคร: ประวัติศาสตร์ สังคม และนาเกลือ. สำนักพิมพ์มติชน.
อนันต์ สุวรรณฉัตร. (๒๕๓๖). ตำนานพระเกจิและวิทยาคมลุ่มน้ำท่าจีน. โรงพิมพ์การศาสนา.
อภิชาต เจริญสุข. (๒๕๕๔). ศึกษาบทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.


Video Title Subtitle

Video Thumbnail

แกลลอรี่รูปภาพ

NPRU Cultural
Knowledge Hub

Please wait...