แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล
หลวงพ่อโหน่ง
วัดอัมพวัน ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
Main Title Subtitle
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน
บทที่ ๑ ประวัติวัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน)
ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
วัดอัมพวัน หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกันว่า วัดคลองมะดัน เป็นพระอารามเก่าแก่แห่งหนึ่งของตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ริมแนวคลองสำคัญที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชาวสุพรรณมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นวัดโบราณที่ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างที่ชัดเจน
โดยที่มาของชื่อ วัดคลองมะดัน สันนิษฐานว่ามาจากสภาพภูมินิเวศในยุคแรก ในอดีตวัดตั้งอยู่กลางทุ่งนาและมีลำคลองผ่าน บริเวณพื้นที่เดิมของวัดเรียกกันว่าดอนมะดัน เนื่องจากมีต้นมะดันขึ้นอยู่ชุกชุม ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรียกวัดแห่งนี้ว่า "วัดคลองมะดัน" ตามลักษณะธรรมชาติของท้องถิ่น ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อทางการเป็น "วัดอัมพวัน" และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยเริ่มต้นจากการเป็นสำนักสงฆ์ก่อน แต่ชาวบ้านและผู้คนในจังหวัดสุพรรณบุรีโดยทั่วไปยังคงนิยมเรียกชื่อเดิมว่า วัดคลองมะดัน สืบมาจนถึงปัจจุบัน
ในระยะแรกของการก่อตั้งวัดนั้น วัดคลองมะดันเริ่มต้นจากการเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็ก หลวงพ่อแสง ซึ่งเป็นชาวสมุทรสาคร ได้เดินทางทางเรือผ่านนครปฐมมายังสุพรรณบุรี เมื่อเห็นว่าทำเลบริเวณนี้มีความเหมาะสม ชาวบ้านและญาติโยมในละแวกนั้นจึงนิมนต์ให้ท่านสร้างวัดขึ้น หลวงพ่อแสงจึงกลายเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกแห่งวัดคลองมะดัน และได้ดูแลพัฒนาวัดสืบมาตามลำดับ
ต่อมาเมื่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของหลวงพ่อโหน่ง ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ ณ วัดสองพี่น้อง ขจรขจายอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อแสงเมื่อได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของท่าน จึงเดินทางมาพบและสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กัน จนมีความสนิทสนมและไว้วางใจกัน หลวงพ่อแสงจึงชักชวนให้หลวงพ่อโหน่งมาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดคลองมะดัน ซึ่งหลวงพ่อโหน่งก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อแสงมรณภาพแล้วนั้น หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดและเสนาสนะต่าง ๆ ทั้งกุฏิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร จนวัดคลองมะดันเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เชิดหน้าชูตาของอำเภอสองพี่น้อง
โดยลำดับเจ้าอาวาสวัดอัมพวันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้
หลวงพ่อแสง เจ้าอาวาสรูปแรกของวัด เป็นผู้ก่อตั้งและดูแลวัดในระยะแรก ท่านเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาอาคมต่าง ๆ และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้แก่วัดคลองมะดัน
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ เป็นผู้โดดเด่นด้านวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และกลายเป็นศูนย์กลางศรัทธาของชาวสุพรรณบุรีและภูมิภาคใกล้เคียง
หลวงพ่อฉ่วย ปัญญารตนะ เจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ท่านเป็นผู้มีความสามารถด้านงานช่างและการก่อสร้าง เป็นผู้ดูแลการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัด และปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่งในการแจกจ่ายเครื่องราง พระเครื่องให้แก่ผู้ที่มาทำบุญเรื่อยมาจนกระทั่งมรณภาพ
พระครูอินทสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ผู้ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่ง และหลวงพ่อฉ่วย ทั้งในด้านการดูแลวัด การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และการจัดงานรำลึกหลวงพ่อโหน่งทุกปีในวันมรณภาพของท่าน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังได้น้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของพระเถราจารย์
ภายในวัดอัมพวันในปัจจุบัน มีสิ่งสำคัญที่ควรแก่การสักการะหลายประการ ได้แก่ วิหารหลวงพ่อโหน่งที่มีจิตรกรรมภาพเขียนโบราณงดงามตามเสา พระพุทธรูปสองพี่น้องที่สร้างขึ้นในลักษณะเดียวกับวัดสองพี่น้อง และรอยพระพุทธบาทที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะปีละครั้ง กลางเดือน ๑๒ ในเทศกาลลอยกระทง นอกจากนี้วัดอัมพวันยังมีงานประเพณีสำคัญคือ ประเพณีแห่เรือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างวัดกับวิถีชีวิตทางน้ำของชาวสุพรรณบุรีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
วัดอัมพวันได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งเดินทางมากราบไหว้สักการะรูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งและวัตถุมงคลต่าง ๆ ของท่านอย่างไม่ขาดสาย เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบารมีและคุณงามความดีของพระเถราจารย์ผู้นี้ยังคงดำรงอยู่
บทที่ ๒ ชีวประวัติหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
พุทธบุตรผู้มุ่งมั่นสู่การหลุดพ้น แห่งวัดอัมพวัน สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณของประเทศไทย ท่านโดดเด่นทั้งในฐานะพระนักวิปัสสนากรรมฐาน พระนักพัฒนาวัด และพระผู้สั่งสมบารมีด้านพุทธาคม ผู้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวสุพรรณบุรีและผู้คนทั่วไปมาจวบจนปัจจุบัน
กำเนิดและชาติกำเนิด
หลวงพ่อโหน่งเกิดในปีขาล ตรงกับวันอาทิตย์ พ.ศ. ๒๔๐๘ (บางเอกสารกล่าวว่า พ.ศ. ๒๔๐๙) ณ หมู่บ้านท้ายบ้าน ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนฝั่งคลองสองพี่น้อง ฝั่งเดียวกับวัดสองพี่น้อง โยมบิดาชื่อนายโต โยมมารดาชื่อนางจ้อย นามสกุล โตงาม ครอบครัวมีอาชีพทำนา ท่านเป็นบุตรคนที่สอง (บางเอกสารกล่าวว่าเป็นบุตรคนที่ ๔) จากพี่น้องทั้งหมด ๙ คน
ครอบครัวของหลวงพ่อโหน่งดำเนินชีวิตตามวิถีชาวนาที่เรียบง่ายในชนบทของสุพรรณบุรี ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำท่าจีน บรรยากาศทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่แน่นแฟ้นได้หล่อหลอมให้หลวงพ่อโหน่งมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย
อุปสมบทและเข้าสู่ชีวิตสมณะ
ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๔ ปี หลวงพ่อโหน่งได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ราวพ.ศ. ๒๔๓๒ โดยมีพระอธิการจันทร์ แห่งวัดทุ่งคอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดิษฐ์ แห่งวัดทุ่งคอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสุด แห่งวัดท่าจัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้รับฉายาว่า "อินฺทสุวณฺโณ"
ภายหลังอุปสมบทแล้วหลวงพ่อโหน่งได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อไปหาพระน้าชาย ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเปรียญ ๙ ประโยค เพื่อศึกษาธรรมวินัยตามความตั้งใจเดิม แต่เมื่อหลวงพ่อโหน่งสังเกตเห็นว่าท่านเจ้าคุณมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ จึงเอ่ยถามว่า "ท่านละกิเลสหมดแล้วหรือ" ท่านเจ้าคุณบอกให้เข้าไปดูในกุฏิ หลวงพ่อโหน่งเห็นโต๊ะหมู่บูชาทำด้วยมุก โต๊ะหมู่ทอง งาช้าง และสิ่งของมีค่าอีกมากมาย เมื่อออกมาจากกุฏิ ท่านก็กราบลาเจ้าคุณน้าชายกลับมาจำพรรษายังวัดสองพี่น้อง เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านตระหนักว่า "ความรู้ไม่ได้อยู่ที่ตำรา แต่อยู่ที่การลดละกิเลส" จึงตัดสินใจมุ่งเน้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อการหลุดพ้นอย่างแท้จริง
การศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับครูบาอาจารย์
หลังจากนั้นหลวงพ่อโหน่งได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดสองพี่น้อง ต่อมาไปจำพรรษาที่วัดทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอธิการจันทร์ อุปัชฌาย์ของท่าน เป็นเวลา ๒ พรรษา จากนั้นเดินทางมาศึกษาต่อกับหลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ วัดน้อย ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จนมีความรู้แตกฉานเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเนียมอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่หลวงพ่อเนียมได้กล่าวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา ว่า "เวลาข้าตายแล้ว เอ็งสงสัยอะไรก็ให้ไปถามโหน่งเขานะ โหน่งเขาแทนข้าได้"
ภายหลังเมื่อหลวงพ่อโหน่งกลับมาจำพรรษาที่วัดสองพี่น้อง ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมได้ขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง จนล่วงรู้ไปถึงหลวงพ่อแสง เจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน ผู้เก่งกล้าในวิชาอาคมต่าง ๆ หลวงพ่อแสงจึงเดินทางมาพบและสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กับหลวงพ่อโหน่ง จนมีความสนิทสนมกันมาก และได้ชักชวนให้หลวงพ่อโหน่งมาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดคลองมะดัน ซึ่งท่านก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ
เมื่อหลวงพ่อแสงมรณภาพใน พ.ศ. ๒๔๕๔ หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดและเสนาสนะต่าง ๆ สร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร จนวัดคลองมะดันเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เชิดหน้าชูตาของอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
วัตรปฏิบัติและคุณธรรม
เมื่อมาจำพรรษาที่วัดคลองมะดัน หลวงพ่อโหน่งไม่ฉันเนื้อสัตว์ และก่อนออกบิณฑบาตจะนมัสการต้นโพธิ์ทุกเช้า เมื่อบิณฑบาตกลับมาก็ใส่บาตรถวายสังฆทาน ท่านได้นำมารดามาอยู่ที่วัดด้วย และปรนนิบัติมารดาจนกระทั่งถึงแก่กรรม หลวงพ่อโหน่งเคร่งครัดในการอบรมสั่งสอนพระสงฆ์ สามเณร และลูกศิษย์วัด ไม่รับเงิน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานในป่าช้าเป็นประจำ ท่านถือสันโดษ และไม่สะสมทรัพย์สินมีค่า
นอกจากนี้ หลวงพ่อโหน่งยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพระคู่สวดในพิธีอุปสมบทของบุคคลสำคัญ โดยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง หลวงพ่อสด (หรือพระมงคลเทพมุนี) ได้มาอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีหลวงพ่อโหน่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และต่อมาหลวงพ่อสดก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่งเช่นกัน นอกจากหลวงพ่อสดแล้ว ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงของท่านยังมีหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก รวมถึงสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๗
บทที่ ๓ การศึกษาพุทธาคม และสายวิชาของหลวงพ่อโหน่ง
ชื่อเสียงของหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มิได้จำกัดอยู่เพียงในฐานะพระนักวิปัสสนา แต่ปรากฏเด่นชัดในฐานะพระเถระผู้ทรงอภิญญา สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนฌานแก่กล้า
สมณศักดิ์
ภายหลังจากที่หลวงพ่อโหน่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) สืบต่อจากหลวงพ่อแสง ท่านไม่ปรากฏว่าได้รับสมณศักดิ์พิเศษทางการปกครองสงฆ์ แต่ด้วยความเคารพจากผู้คนและบรรดาพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกับท่านนั้น ปรากฏว่าท่านได้รับการยกย่องสรรเสริญในฐานะพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมระดับสูง
การศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน
หลวงพ่อโหน่งมีรากฐานทางวิปัสสนากรรมฐานอันมั่นคง จากการศึกษากับครูบาอาจารย์สำคัญหลายท่าน ดังนี้ พระอาจารย์ท่านแรก คือ พระอธิการจันทร์ วัดทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นทั้งพระอุปัชฌาย์และอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานท่านแรกของหลวงพ่อโหน่ง ท่านได้จำพรรษาศึกษากับพระอธิการจันทร์เป็นเวลา ๒ พรรษา จนมีพื้นฐานการปฏิบัติที่มั่นคง
ต่อมาพระอาจารย์ท่านที่สอง คือ หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ วัดน้อย ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เป็นพระอาจารย์ที่หลวงพ่อโหน่งเคารพนับถือสูงสุด หลวงพ่อเนียมเป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หลวงพ่อโหน่งได้ฝากตัวเป็นศิษย์และศึกษาอยู่กับท่านจนมีความรู้แตกฉาน รวมทั้งเป็นที่ไว้วางใจอย่างสูง
จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฌานของหลวงพ่อโหน่งแก่กล้า สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ทั้งพระสงฆ์ที่ทำผิดวินัย ท่านสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องเห็น หรือพระสงฆ์ที่ไปทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านก็รู้ทันเหตุการณ์นั้น มีเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นหลักฐานว่า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เดินทางไปหาหลวงพ่อโหน่งที่วัดคลองมะดันโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แต่หลวงพ่อโหน่งสั่งให้ลูกศิษย์เตรียมจัดที่จัดทางรับแขกไว้ก่อน โดยกล่าวว่า "วันนี้จะมีพระผู้ใหญ่มาหา" ซึ่งก็ตรงกับความจริงทุกประการ
ความเป็น "ครูของครู"
บทบาทที่โดดเด่นประการหนึ่งของหลวงพ่อโหน่ง คือ การที่ท่านเป็นพระคู่สวดในพิธีอุปสมบทและเป็นครูของพระเกจิอาจารย์ชั้นเยี่ยมหลายรูป ได้แก่ หลวงพ่อสด (พระมงคลเทพมุนี) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หลวงปู่โต๊ะ (พระราชสังวราภิมณฑ์) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร หลวงพ่อแดง (พระครูสุวรรณสาธุกิจ) วัดทุ่งคอก จังหวัดสุพรรณบุรี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๗ เป็นต้น หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการยกย่องให้เป็นครูของครูอย่างแท้จริง
สายวิชาพุทธาคมและการสร้างวัตถุมงคล
นอกเหนือจากด้านวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อโหน่งยังเชี่ยวชาญด้านพุทธาคมและการสร้างวัตถุมงคล โดยสืบทอดวิชามาจากสายหลวงพ่อเนียม ซึ่งเป็นสายวิปัสสนากรรมฐานเดียวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านมีวิธีการปลุกเสกพระเครื่องที่แตกต่างจากพระเกจิอาจารย์ทั่วไป โดยทำพิธีปลุกเสกในเตาเผาพระ และไม่ชอบวัตถุมงคลที่เน้นความหรูหรา ท่านนิยมปลุกเสกในช่วงเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงมีการฉลองและแจกพระเครื่องแก่ญาติโยม โดยพุทธาคมที่โดดเด่นของท่าน ได้แก่ ด้านเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดจากอันตราย โชคลาภ ป้องกันอัคคีภัย และคุ้มครองลูกหลาน
บทที่ ๔ กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ได้สั่งสมบารมีในฐานะพระนักวิปัสสนาและพระนักพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน ชื่อเสียงของท่านแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนที่เดินทางมาพบท่านต่างรู้สึกถึงความเมตตาของท่าน และเมื่อเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นผลจากบารมีของท่าน เรื่องราวเหล่านั้นจึงถูกเล่าขานสืบมาจวบจนปัจจุบัน
ความเด่นด้านการป้องกันอัคคีภัย
ในบรรดาพุทธคุณที่โด่งดังที่สุดของหลวงพ่อโหน่ง นอกจากด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดแล้วนั้น ยังมีพุทธคุณด้านป้องกันอัคคีภัยที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ชาวบ้านในแถบอำเภอสองพี่น้องและบริเวณใกล้เคียงจะเคารพบูชาพระเครื่องของท่าน โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการคุ้มครองจากไฟไหม้และสาธารณภัยต่าง ๆ อีกด้วย
ชื่อเสียงด้านเมตตาและการสงเคราะห์ผู้คน
จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์กล่าวว่า หลวงพ่อโหน่งเป็นพระเถระที่เข้าถึงได้ง่าย มีเมตตาต่อทุกคน ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ท่านสั่งสอนเณร พระสงฆ์ และชาวบ้านให้อยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน หลวงพ่อโหน่งได้สงเคราะห์รักษาผู้ป่วยด้วยน้ำมนต์โดยไม่คิดค่าตอบแทน ท่านดำรงชีวิตอย่างสมถะ ถือสันโดษ และไม่สะสมทรัพย์สมบัติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านอย่างมาก เห็นได้จากการที่ชาวบ้านทุกบ้านในพื้นที่สองพี่น้องต้องมีรูปถ่ายของท่านติดไว้ประจำบ้านเรือน หรือบนรถเมล์โดยสารสายบางลี่ก็จะมีรูปหลวงพ่อโหน่งติดไว้แทบทุกคัน เพื่อความเป็นสิริมงคลและการคุ้มครองให้ปลอดภัย
นอกจากนี้หลวงพ่อโหน่งยังได้รับความเคารพอย่างสูงจากพระเกจิอาจารย์ร่วมยุคสมัยของท่าน เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งถือเป็นพระเกจิในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ยังให้ความเคารพหลวงพ่อโหน่งอย่างสูงเช่นกัน
ความนิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ
ในปัจจุบันชื่อเสียงของหลวงพ่อโหน่งมิได้จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มชาวไทย แต่ได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งนิยมเดินทางมาบูชาวัตถุมงคลและรูปถ่ายของท่านเป็นประจำ ณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อีกด้วย
บทที่ ๕ วัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องรางยุคหลวงพ่อโหน่ง มรดกแห่งพุทธาคม
เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านอยู่ในความทรงจำของผู้คน คือวัตถุมงคลนานาชนิดที่ท่านได้จัดสร้างและปลุกเสกตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ
กรรมวิธีการสร้างและลักษณะเนื้อพระเครื่อง
พระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งจะทำจากเนื้อดินเผาทั้งหมด มีทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ สีของพระเครื่องมีหลากหลาย ได้แก่ สีแดง สีแดงปนน้ำตาล สีแดงนวล และสีดำปนเทา ทั้งนี้พระเครื่องสีดำปนเทามีจำนวนน้อยที่สุด โดยในเนื้อดินของพระเครื่องนั้นมักมีแก้วแกลบหรือแร่ยิบซั่มฝังอยู่ ลักษณะเป็นเส้นขาวทึบคล้ายกระดูกหรือแป้งฝังอยู่ในเนื้อพระเครื่อง นอกจากนี้ยังมีแร่ทรายเงินทรายทองปรากฏให้เห็นด้วย ส่วนด้านหลังของพระเครื่องบางองค์ได้จารึกอักขระขอม บางองค์ได้จารึก พ.ศ. ที่สร้างพระเครื่อง และบางองค์จารึกเป็นภาษาจีน
ในด้านกรรมวิธีการปลุกเสกพระเครื่องนั้น หลวงพ่อโหน่งมีแนวทางที่ไม่เหมือนใคร คือทำพิธีปลุกเสกในเตาเผาพระ และเมื่อทำบล็อกพิมพ์พระเสร็จแล้ว หลวงพ่อโหน่งจะไม่แกะทำลาย แต่จะปลุกเสกบรรจุพุทธคุณลงไปแทน ท่านจะปลุกเสกตลอดช่วงเข้าพรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วนั้นจึงมีการฉลองสมโภช อาราธนาพระสงฆ์ในวัดคลองมะดันมาสวดพระพุทธมนต์ ส่วนตัวหลวงพ่อโหน่งเป็นประธานพิธี และเมื่อเสร็จพิธีสวดพุทธมนต์แล้ว ท่านจะขึ้นธรรมาสน์เทศนาสั่งสอนผู้คนที่มาทำบุญร่วมพิธี ก่อนจะแจกพระเครื่องจากมือท่านให้แก่ญาติโยมโดยตรง
พระพิมพ์ที่โด่งดัง
พระพิมพ์ของหลวงพ่อโหน่งที่ปรากฏให้เห็น ได้แก่ พิมพ์ซุ้มกอ พิมพ์ลีลา พิมพ์พระสมเด็จสามชั้นและฐานคู่ พิมพ์จันทร์ลอย พิมพ์ปรุหนัง พิมพ์ท่ากระดาน พิมพ์พระชินราช พิมพ์งบน้ำอ้อย พิมพ์กลีบบัว พิมพ์พระตรีกาย พิมพ์โมคคัลลาน์สารีบุตร พิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์พระปิดตา พิมพ์นาคปรก พิมพ์ปางไสยาสน์ พิมพ์กำแพงศอก เป็นต้น
โดยในบรรดาพระพิมพ์ทั้งหมด พิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ "พิมพ์ซุ้มกอ" ซึ่งเป็นพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ มีความนิยมแตกต่างกันไปตามสภาพและความสมบูรณ์ของแต่ละองค์ นอกจากนี้ "พระพิมพ์ขุนแผนหน้าค่าย" ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยแบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานมีบัว และพิมพ์ฐานไม่มีบัว ส่วนพระพิมพ์อื่น ๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ พระลีลาหรือพระกำแพงนิ้ว และพระสมเด็จฐานคู่
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาพระเครื่องที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดและมักถูกกล่าวถึงในวงการพระเครื่องสมัยนั้น คือ "พระงบน้ำอ้อย" ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านนิยมให้เด็ก ๆ ห้อยคอ เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของหลวงพ่อโหน่งที่อยู่ในความทรงจำของชาวสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
สำหรับพระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งนั้นมีพุทธคุณที่โดดเด่นหลายด้าน ได้แก่ เมตตามหานิยม โชคลาภ ป้องกันอัคคีภัย ช่วยเหลือเรื่องการทำมาหากิน คุ้มครองลูกหลาน และแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย
วิธีการแจกพระและการบรรจุกรุ
เมื่อหลวงพ่อโหน่งปลุกเสกพระเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ท่านจะเก็บพระเครื่องที่ปลุกเสกแล้วไว้ในโอ่ง จากนั้นจะหยิบใส่พานตั้งตรงหน้าจำนวนหนึ่ง เพื่อแจกแก่ญาติโยมไปเรื่อย ๆ เมื่อข่าวการสร้างและแจกพระแพร่กระจายออกไป มีประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เดินทางมารับแจกพระจากท่านเป็นจำนวนมากทุกวัน นอกจากนี้หลวงพ่อโหน่งยังได้นำพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ที่ปูชนียสถานหลายแห่งภายในวัดอัมพวันและวัดทุ่งคอก ส่วนพระเครื่องที่เหลือนั้นก็แจกให้แก่ผู้ที่มาขอตลอดอายุขัยของท่าน
นอกจากการสร้างพระเครื่องขนาดเล็กสำหรับห้อยคอติดตัวแล้ว หลวงพ่อโหน่งยังได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อไว้บูชาตั้งในบ้านเรือน เช่น พระกำแพงศอกเนื้อดินเผา รูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งแบบลอยองค์เนื้อปูน โดยท่านจะเขียนคำอวยพรไว้ด้านหลังองค์พระเป็นภาษาไทยอีกด้วย
บทที่ ๖ มรณภาพ เกียรติคุณ และมรดกศรัทธาที่สืบต่อ
การมรณภาพ
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับแรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีจอ ณ วัดอัมพวัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี สิริอายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๖ ที่น่าสังเกตยิ่งคือ ท่านมรณภาพในท่าปางไสยาสน์ หรือท่านอนตะแคง ซึ่งเป็นแบบอย่างเดียวกับอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพสูงสุดของท่านคือ หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ แห่งวัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี การมรณภาพในลักษณะนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดสายธรรมและความเคารพต่อครูบาอาจารย์ของท่านอย่างแท้จริง
มรดกพระเครื่องและการสืบทอดเจตนารมณ์
เมื่อหลวงพ่อโหน่งมรณภาพแล้วนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างไว้ยังคงอยู่เป็นจำนวนมาก หลวงพ่อฉ่วย ปัญญารตนะ เจ้าอาวาสรูปต่อมาได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่งทุกประการ คือแจกพระเครื่องให้แก่ผู้ที่มาทำบุญเรื่อยมา ภายหลังเจ้าอาวาสรูปต่อมาก็ได้ดำเนินการแจกพระเครื่องสืบต่อมา จนกระทั่งพระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งได้หมดสิ้นไปในที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหลวงพ่อโหน่งสร้างพระไว้หลายพิมพ์และมีจำนวนมากเพียงใด
งานรำลึกประจำปีหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
วัดอัมพวันจัดงานรำลึกหลวงพ่อโหน่งขึ้นทุกปีในวันมรณภาพ ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม หรือแรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย โดยมีกิจกรรมหลายประการ ได้แก่ การปิดทองรูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งและบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส การถวายสังฆทาน การสะเดาะเคราะห์และเสริมดวงชะตา มีมหรสพแสดงสมโภช เช่น ลิเก รำวงย้อนยุค ตลอดระยะเวลา ๓ วัน โดยงานประจำปีนี้ได้เชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมน้อมรำลึก
สำหรับรอยพระพุทธบาทภายในวัดอัมพวันนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะเพียงปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงเทศกาลลอยกระทง
บทที่ ๗ คุณูปการของหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
พระเถระผู้เชื่อมศรัทธาชุมชน วิทยาคม และการปฏิบัติธรรมเข้าด้วยกัน
เมื่อพิจารณาชีวประวัติ ผลงาน กิตติคุณ และมรดกที่หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ได้ฝากไว้ตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเพียงเพราะวัตถุมงคลได้รับความนิยม หากเป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมหลายมิติอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการปฏิบัติธรรม การพัฒนาวัด และการสงเคราะห์ผู้คน
หลวงพ่อโหน่งในฐานะพระนักวิปัสสนาผู้แท้จริง
บทบาทที่โดดเด่นและเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของหลวงพ่อโหน่ง คือความเป็นพระนักวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นผู้ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นแทนเส้นทางการศึกษาตำราตั้งแต่ต้น ดังที่เห็นได้จากการที่ท่านปฏิเสธการศึกษาสายเปรียญกับพระเจ้าคุณน้าชาย เพราะเห็นว่าความรู้ทางตำราเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่การลดละกิเลสได้ หลักปรัชญาชีวิตของท่านที่ว่า "ความรู้ไม่ได้อยู่ที่ตำรา แต่อยู่ที่การลดละกิเลส" ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ท่านถ่ายทอดให้แก่ศิษยานุศิษย์ตลอดชีวิต ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่องทำให้ท่านมีอภิญญาและฌานแก่กล้า สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและล่วงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องประจักษ์ด้วยตา
หลวงพ่อโหน่งในฐานะพระเกจิผู้มีสายวิชาเฉพาะตน
ในด้านพุทธาคม หลวงพ่อโหน่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น กล่าวคือท่านไม่นิยมพิธีกรรมที่โอ่อ่า แต่เน้นการปลุกเสกด้วยพลังแห่งสมาธิจิตและการภาวนาที่แท้จริง วิธีการปลุกเสกพระเครื่องในเตาเผาตลอดการเข้าพรรษานั้นเป็นวิธีที่ไม่เหมือนใคร และสะท้อนให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของพุทธาคมมากกว่ารูปแบบภายนอก วัตถุมงคลของท่านจึงมีพุทธคุณที่สม่ำเสมอและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันอัคคีภัย และโชคลาภ
หลวงพ่อโหน่งในฐานะที่พึ่งทางจิตใจของสังคมชนบทไทย
หลวงพ่อโหน่งทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจของสังคมได้อย่างสมบูรณ์ ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย มีเมตตาต่อทุกผู้ทุกนาม ไม่เลือกชนชั้น ไม่รับเงินหรือทรัพย์สิน ดำเนินชีวิตอย่างสมถะตามหลักของพระวิปัสสนาจารย์อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นแบบอย่างที่ผู้คนเคารพสักการะ จากคุณธรรมและความบริสุทธิ์ที่ท่านแสดงออกมาอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต
บทสรุป
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของพระเถระผู้ทรงคุณ กล่าวคือเป็นทั้งพระนักปฏิบัติวิปัสสนา พระนักพัฒนา พระผู้เป็นต้นสายของพระเกจิอาจารย์ และพระผู้เป็นที่พึ่งพิงของสังคม เรื่องเล่ากิตติคุณเหล่านี้ส่งผลให้ท่านสามารถก้าวข้ามสถานะของพระเกจิท้องถิ่นไปสู่ความเป็นเทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเป็นที่เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือในระดับประเทศและนานาประเทศ
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. (๒๕๓๑). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๔. กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ.
ชลิต ชัยมงคล. (๒๕๔๒). พระเกจิอาจารย์เมืองสุพรรณบุรี. สำนักพิมพ์มรดกไทย.
ตรีน้อย ทรงประเสริฐ. (๒๕๔๕). วิวัฒนาการพระเครื่องและเครื่องรางของขว้างในจังหวัดสุพรรณบุรี. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ทายาท ศรีอาริยวัตร. (๒๕๕๐). พระวิปัสสนาจารย์แห่งลุ่มน้ำท่าจีน. สำนักพิมพ์ธรรมสภา.
ธนิต อยู่โพธิ์. (๒๕๑๕). ประวัติพระเกจิอาจารย์สำคัญของไทย. กรมศิลปากร.
นที บุญยประเสริฐ. (๒๕๔๘). พระเครื่องเมืองสุพรรณ: ประวัติ วัตถุมงคล และพุทธคุณ. สำนักพิมพ์เพชรการพิมพ์.
พระมหาปุ่น ปุณฺณสิริ (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช). (๒๕๑๔). ประวัติและความเป็นมาของพระครูอินทสุวรรณคุณ (โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ). โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระครูอินทสุวรรณคุณ. (๒๕๕๕). ประวัติวัดอัมพวัน (คลองมะดัน) และหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ. วัดอัมพวัน สองพี่น้อง สุพรรณบุรี.
พิเชษฐ์ ตันติวิทยา. (๒๕๕๒). สายธารแห่งศรัทธา: พระเถราจารย์แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี. เอกสารวิชาการ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี.
ภิญโญ พงษ์เจริญ. (๒๕๓๘). อภินิหารและประวัติพระเกจิอาจารย์ยอดนิยม. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
วัดสองพี่น้อง. (๒๕๔๐). ประวัติวัดสองพี่น้องและพระครูบาอาจารย์สำคัญ. เอกสารแจกในงานทำบุญประจำปี วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี.
ศิริศักดิ์ คุ้มรักษา. (๒๕๔๖). วัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมฝั่งคลองสองพี่น้อง. สำนักพิมพ์ดรากอน.
สมศักดิ์ ศิริรักษ์. (๒๕๕๑). พระเครื่องเนื้อดินเผายอดนิยมแห่งเมืองสุพรรณ. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๓). สุพรรณบุรี: ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม. สำนักพิมพ์มติชน.
อนันต์ สุวรรณฉัตร. (๒๕๓๖). ตำนานพระเกจิและวิทยาคมเมืองสุพรรณบุรี. โรงพิมพ์การศาสนา.
อภิชาต เจริญสุข. (๒๕๕๓). ศึกษาบทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พระเกจิอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน
บทที่ ๑ ประวัติวัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน)
ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
วัดอัมพวัน หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่เรียกกันว่า วัดคลองมะดัน เป็นพระอารามเก่าแก่แห่งหนึ่งของตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ตั้งอยู่ริมแนวคลองสำคัญที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชาวสุพรรณมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นวัดโบราณที่ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้างที่ชัดเจน
โดยที่มาของชื่อ วัดคลองมะดัน สันนิษฐานว่ามาจากสภาพภูมินิเวศในยุคแรก ในอดีตวัดตั้งอยู่กลางทุ่งนาและมีลำคลองผ่าน บริเวณพื้นที่เดิมของวัดเรียกกันว่าดอนมะดัน เนื่องจากมีต้นมะดันขึ้นอยู่ชุกชุม ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเรียกวัดแห่งนี้ว่า "วัดคลองมะดัน" ตามลักษณะธรรมชาติของท้องถิ่น ภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อทางการเป็น "วัดอัมพวัน" และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวัดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ โดยเริ่มต้นจากการเป็นสำนักสงฆ์ก่อน แต่ชาวบ้านและผู้คนในจังหวัดสุพรรณบุรีโดยทั่วไปยังคงนิยมเรียกชื่อเดิมว่า วัดคลองมะดัน สืบมาจนถึงปัจจุบัน
ในระยะแรกของการก่อตั้งวัดนั้น วัดคลองมะดันเริ่มต้นจากการเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็ก หลวงพ่อแสง ซึ่งเป็นชาวสมุทรสาคร ได้เดินทางทางเรือผ่านนครปฐมมายังสุพรรณบุรี เมื่อเห็นว่าทำเลบริเวณนี้มีความเหมาะสม ชาวบ้านและญาติโยมในละแวกนั้นจึงนิมนต์ให้ท่านสร้างวัดขึ้น หลวงพ่อแสงจึงกลายเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกแห่งวัดคลองมะดัน และได้ดูแลพัฒนาวัดสืบมาตามลำดับ
ต่อมาเมื่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของหลวงพ่อโหน่ง ซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ ณ วัดสองพี่น้อง ขจรขจายอย่างกว้างขวาง หลวงพ่อแสงเมื่อได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของท่าน จึงเดินทางมาพบและสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กัน จนมีความสนิทสนมและไว้วางใจกัน หลวงพ่อแสงจึงชักชวนให้หลวงพ่อโหน่งมาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดคลองมะดัน ซึ่งหลวงพ่อโหน่งก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ ต่อมาเมื่อหลวงพ่อแสงมรณภาพแล้วนั้น หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดและเสนาสนะต่าง ๆ ทั้งกุฏิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร จนวัดคลองมะดันเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เชิดหน้าชูตาของอำเภอสองพี่น้อง
โดยลำดับเจ้าอาวาสวัดอัมพวันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้
หลวงพ่อแสง เจ้าอาวาสรูปแรกของวัด เป็นผู้ก่อตั้งและดูแลวัดในระยะแรก ท่านเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิชาอาคมต่าง ๆ และมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานให้แก่วัดคลองมะดัน
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ เป็นผู้โดดเด่นด้านวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านได้พัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างมาก และกลายเป็นศูนย์กลางศรัทธาของชาวสุพรรณบุรีและภูมิภาคใกล้เคียง
หลวงพ่อฉ่วย ปัญญารตนะ เจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ท่านเป็นผู้มีความสามารถด้านงานช่างและการก่อสร้าง เป็นผู้ดูแลการสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัด และปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่งในการแจกจ่ายเครื่องราง พระเครื่องให้แก่ผู้ที่มาทำบุญเรื่อยมาจนกระทั่งมรณภาพ
พระครูอินทสุวรรณคุณ เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ผู้ที่ยังคงสืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่ง และหลวงพ่อฉ่วย ทั้งในด้านการดูแลวัด การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม และการจัดงานรำลึกหลวงพ่อโหน่งทุกปีในวันมรณภาพของท่าน เพื่อให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังได้น้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของพระเถราจารย์
ภายในวัดอัมพวันในปัจจุบัน มีสิ่งสำคัญที่ควรแก่การสักการะหลายประการ ได้แก่ วิหารหลวงพ่อโหน่งที่มีจิตรกรรมภาพเขียนโบราณงดงามตามเสา พระพุทธรูปสองพี่น้องที่สร้างขึ้นในลักษณะเดียวกับวัดสองพี่น้อง และรอยพระพุทธบาทที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะปีละครั้ง กลางเดือน ๑๒ ในเทศกาลลอยกระทง นอกจากนี้วัดอัมพวันยังมีงานประเพณีสำคัญคือ ประเพณีแห่เรือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างวัดกับวิถีชีวิตทางน้ำของชาวสุพรรณบุรีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน
วัดอัมพวันได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน สิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ซึ่งเดินทางมากราบไหว้สักการะรูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งและวัตถุมงคลต่าง ๆ ของท่านอย่างไม่ขาดสาย เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าบารมีและคุณงามความดีของพระเถราจารย์ผู้นี้ยังคงดำรงอยู่
บทที่ ๒ ชีวประวัติหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
พุทธบุตรผู้มุ่งมั่นสู่การหลุดพ้น แห่งวัดอัมพวัน สองพี่น้อง สุพรรณบุรี
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงคุณของประเทศไทย ท่านโดดเด่นทั้งในฐานะพระนักวิปัสสนากรรมฐาน พระนักพัฒนาวัด และพระผู้สั่งสมบารมีด้านพุทธาคม ผู้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวสุพรรณบุรีและผู้คนทั่วไปมาจวบจนปัจจุบัน
กำเนิดและชาติกำเนิด
หลวงพ่อโหน่งเกิดในปีขาล ตรงกับวันอาทิตย์ พ.ศ. ๒๔๐๘ (บางเอกสารกล่าวว่า พ.ศ. ๒๔๐๙) ณ หมู่บ้านท้ายบ้าน ตำบลต้นตาล อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บนฝั่งคลองสองพี่น้อง ฝั่งเดียวกับวัดสองพี่น้อง โยมบิดาชื่อนายโต โยมมารดาชื่อนางจ้อย นามสกุล โตงาม ครอบครัวมีอาชีพทำนา ท่านเป็นบุตรคนที่สอง (บางเอกสารกล่าวว่าเป็นบุตรคนที่ ๔) จากพี่น้องทั้งหมด ๙ คน
ครอบครัวของหลวงพ่อโหน่งดำเนินชีวิตตามวิถีชาวนาที่เรียบง่ายในชนบทของสุพรรณบุรี ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ของลุ่มแม่น้ำท่าจีน บรรยากาศทางพุทธศาสนาและวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่แน่นแฟ้นได้หล่อหลอมให้หลวงพ่อโหน่งมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามาตั้งแต่เยาว์วัย
อุปสมบทและเข้าสู่ชีวิตสมณะ
ต่อมาเมื่ออายุได้ ๒๔ ปี หลวงพ่อโหน่งได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ราวพ.ศ. ๒๔๓๒ โดยมีพระอธิการจันทร์ แห่งวัดทุ่งคอก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการดิษฐ์ แห่งวัดทุ่งคอก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการสุด แห่งวัดท่าจัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และได้รับฉายาว่า "อินฺทสุวณฺโณ"
ภายหลังอุปสมบทแล้วหลวงพ่อโหน่งได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อไปหาพระน้าชาย ซึ่งมีสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณเปรียญ ๙ ประโยค เพื่อศึกษาธรรมวินัยตามความตั้งใจเดิม แต่เมื่อหลวงพ่อโหน่งสังเกตเห็นว่าท่านเจ้าคุณมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ จึงเอ่ยถามว่า "ท่านละกิเลสหมดแล้วหรือ" ท่านเจ้าคุณบอกให้เข้าไปดูในกุฏิ หลวงพ่อโหน่งเห็นโต๊ะหมู่บูชาทำด้วยมุก โต๊ะหมู่ทอง งาช้าง และสิ่งของมีค่าอีกมากมาย เมื่อออกมาจากกุฏิ ท่านก็กราบลาเจ้าคุณน้าชายกลับมาจำพรรษายังวัดสองพี่น้อง เหตุการณ์นั้นทำให้ท่านตระหนักว่า "ความรู้ไม่ได้อยู่ที่ตำรา แต่อยู่ที่การลดละกิเลส" จึงตัดสินใจมุ่งเน้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อการหลุดพ้นอย่างแท้จริง
การศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับครูบาอาจารย์
หลังจากนั้นหลวงพ่อโหน่งได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดสองพี่น้อง ต่อมาไปจำพรรษาที่วัดทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอธิการจันทร์ อุปัชฌาย์ของท่าน เป็นเวลา ๒ พรรษา จากนั้นเดินทางมาศึกษาต่อกับหลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ วัดน้อย ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี จนมีความรู้แตกฉานเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อเนียมอย่างยิ่ง ถึงขนาดที่หลวงพ่อเนียมได้กล่าวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา ว่า "เวลาข้าตายแล้ว เอ็งสงสัยอะไรก็ให้ไปถามโหน่งเขานะ โหน่งเขาแทนข้าได้"
ภายหลังเมื่อหลวงพ่อโหน่งกลับมาจำพรรษาที่วัดสองพี่น้อง ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านทั้งด้านวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมได้ขจรขจายไปอย่างกว้างขวาง จนล่วงรู้ไปถึงหลวงพ่อแสง เจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน ผู้เก่งกล้าในวิชาอาคมต่าง ๆ หลวงพ่อแสงจึงเดินทางมาพบและสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความรู้กับหลวงพ่อโหน่ง จนมีความสนิทสนมกันมาก และได้ชักชวนให้หลวงพ่อโหน่งมาจำพรรษาอยู่ด้วยกันที่วัดคลองมะดัน ซึ่งท่านก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ
เมื่อหลวงพ่อแสงมรณภาพใน พ.ศ. ๒๔๕๔ หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการสืบทอดตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคลองมะดัน และได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดและเสนาสนะต่าง ๆ สร้างกุฏิ ศาลาการเปรียญ พระวิหาร จนวัดคลองมะดันเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เชิดหน้าชูตาของอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
วัตรปฏิบัติและคุณธรรม
เมื่อมาจำพรรษาที่วัดคลองมะดัน หลวงพ่อโหน่งไม่ฉันเนื้อสัตว์ และก่อนออกบิณฑบาตจะนมัสการต้นโพธิ์ทุกเช้า เมื่อบิณฑบาตกลับมาก็ใส่บาตรถวายสังฆทาน ท่านได้นำมารดามาอยู่ที่วัดด้วย และปรนนิบัติมารดาจนกระทั่งถึงแก่กรรม หลวงพ่อโหน่งเคร่งครัดในการอบรมสั่งสอนพระสงฆ์ สามเณร และลูกศิษย์วัด ไม่รับเงิน และเจริญวิปัสสนากรรมฐานในป่าช้าเป็นประจำ ท่านถือสันโดษ และไม่สะสมทรัพย์สินมีค่า
นอกจากนี้ หลวงพ่อโหน่งยังมีบทบาทสำคัญในฐานะพระคู่สวดในพิธีอุปสมบทของบุคคลสำคัญ โดยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง หลวงพ่อสด (หรือพระมงคลเทพมุนี) ได้มาอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีหลวงพ่อโหน่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ และต่อมาหลวงพ่อสดก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่งเช่นกัน นอกจากหลวงพ่อสดแล้ว ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงของท่านยังมีหลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อแดง วัดทุ่งคอก รวมถึงสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๗
บทที่ ๓ การศึกษาพุทธาคม และสายวิชาของหลวงพ่อโหน่ง
ชื่อเสียงของหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มิได้จำกัดอยู่เพียงในฐานะพระนักวิปัสสนา แต่ปรากฏเด่นชัดในฐานะพระเถระผู้ทรงอภิญญา สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานจนฌานแก่กล้า
สมณศักดิ์
ภายหลังจากที่หลวงพ่อโหน่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) สืบต่อจากหลวงพ่อแสง ท่านไม่ปรากฏว่าได้รับสมณศักดิ์พิเศษทางการปกครองสงฆ์ แต่ด้วยความเคารพจากผู้คนและบรรดาพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยกับท่านนั้น ปรากฏว่าท่านได้รับการยกย่องสรรเสริญในฐานะพระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมระดับสูง
การศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน
หลวงพ่อโหน่งมีรากฐานทางวิปัสสนากรรมฐานอันมั่นคง จากการศึกษากับครูบาอาจารย์สำคัญหลายท่าน ดังนี้ พระอาจารย์ท่านแรก คือ พระอธิการจันทร์ วัดทุ่งคอกอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นทั้งพระอุปัชฌาย์และอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานท่านแรกของหลวงพ่อโหน่ง ท่านได้จำพรรษาศึกษากับพระอธิการจันทร์เป็นเวลา ๒ พรรษา จนมีพื้นฐานการปฏิบัติที่มั่นคง
ต่อมาพระอาจารย์ท่านที่สอง คือ หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ วัดน้อย ตำบลโคกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ผู้เป็นพระอาจารย์ที่หลวงพ่อโหน่งเคารพนับถือสูงสุด หลวงพ่อเนียมเป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง หลวงพ่อโหน่งได้ฝากตัวเป็นศิษย์และศึกษาอยู่กับท่านจนมีความรู้แตกฉาน รวมทั้งเป็นที่ไว้วางใจอย่างสูง
จากการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฌานของหลวงพ่อโหน่งแก่กล้า สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ ทั้งพระสงฆ์ที่ทำผิดวินัย ท่านสามารถรู้ได้โดยไม่ต้องเห็น หรือพระสงฆ์ที่ไปทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านก็รู้ทันเหตุการณ์นั้น มีเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นหลักฐานว่า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เดินทางไปหาหลวงพ่อโหน่งที่วัดคลองมะดันโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า แต่หลวงพ่อโหน่งสั่งให้ลูกศิษย์เตรียมจัดที่จัดทางรับแขกไว้ก่อน โดยกล่าวว่า "วันนี้จะมีพระผู้ใหญ่มาหา" ซึ่งก็ตรงกับความจริงทุกประการ
ความเป็น "ครูของครู"
บทบาทที่โดดเด่นประการหนึ่งของหลวงพ่อโหน่ง คือ การที่ท่านเป็นพระคู่สวดในพิธีอุปสมบทและเป็นครูของพระเกจิอาจารย์ชั้นเยี่ยมหลายรูป ได้แก่ หลวงพ่อสด (พระมงคลเทพมุนี) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร หลวงปู่โต๊ะ (พระราชสังวราภิมณฑ์) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร หลวงพ่อแดง (พระครูสุวรรณสาธุกิจ) วัดทุ่งคอก จังหวัดสุพรรณบุรี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ปุ่น ปุณฺณสิริ) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๗ เป็นต้น หลวงพ่อโหน่งจึงได้รับการยกย่องให้เป็นครูของครูอย่างแท้จริง
สายวิชาพุทธาคมและการสร้างวัตถุมงคล
นอกเหนือจากด้านวิปัสสนากรรมฐาน หลวงพ่อโหน่งยังเชี่ยวชาญด้านพุทธาคมและการสร้างวัตถุมงคล โดยสืบทอดวิชามาจากสายหลวงพ่อเนียม ซึ่งเป็นสายวิปัสสนากรรมฐานเดียวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ท่านมีวิธีการปลุกเสกพระเครื่องที่แตกต่างจากพระเกจิอาจารย์ทั่วไป โดยทำพิธีปลุกเสกในเตาเผาพระ และไม่ชอบวัตถุมงคลที่เน้นความหรูหรา ท่านนิยมปลุกเสกในช่วงเข้าพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงมีการฉลองและแจกพระเครื่องแก่ญาติโยม โดยพุทธาคมที่โดดเด่นของท่าน ได้แก่ ด้านเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดจากอันตราย โชคลาภ ป้องกันอัคคีภัย และคุ้มครองลูกหลาน
บทที่ ๔ กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ได้สั่งสมบารมีในฐานะพระนักวิปัสสนาและพระนักพัฒนามาเป็นเวลายาวนาน ชื่อเสียงของท่านแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนที่เดินทางมาพบท่านต่างรู้สึกถึงความเมตตาของท่าน และเมื่อเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ผู้คนเชื่อว่าเป็นผลจากบารมีของท่าน เรื่องราวเหล่านั้นจึงถูกเล่าขานสืบมาจวบจนปัจจุบัน
ความเด่นด้านการป้องกันอัคคีภัย
ในบรรดาพุทธคุณที่โด่งดังที่สุดของหลวงพ่อโหน่ง นอกจากด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาดแล้วนั้น ยังมีพุทธคุณด้านป้องกันอัคคีภัยที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ชาวบ้านในแถบอำเภอสองพี่น้องและบริเวณใกล้เคียงจะเคารพบูชาพระเครื่องของท่าน โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการคุ้มครองจากไฟไหม้และสาธารณภัยต่าง ๆ อีกด้วย
ชื่อเสียงด้านเมตตาและการสงเคราะห์ผู้คน
จากคำบอกเล่าของลูกศิษย์กล่าวว่า หลวงพ่อโหน่งเป็นพระเถระที่เข้าถึงได้ง่าย มีเมตตาต่อทุกคน ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ท่านสั่งสอนเณร พระสงฆ์ และชาวบ้านให้อยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน หลวงพ่อโหน่งได้สงเคราะห์รักษาผู้ป่วยด้วยน้ำมนต์โดยไม่คิดค่าตอบแทน ท่านดำรงชีวิตอย่างสมถะ ถือสันโดษ และไม่สะสมทรัพย์สมบัติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านอย่างมาก เห็นได้จากการที่ชาวบ้านทุกบ้านในพื้นที่สองพี่น้องต้องมีรูปถ่ายของท่านติดไว้ประจำบ้านเรือน หรือบนรถเมล์โดยสารสายบางลี่ก็จะมีรูปหลวงพ่อโหน่งติดไว้แทบทุกคัน เพื่อความเป็นสิริมงคลและการคุ้มครองให้ปลอดภัย
นอกจากนี้หลวงพ่อโหน่งยังได้รับความเคารพอย่างสูงจากพระเกจิอาจารย์ร่วมยุคสมัยของท่าน เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งถือเป็นพระเกจิในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็ยังให้ความเคารพหลวงพ่อโหน่งอย่างสูงเช่นกัน
ความนิยมในกลุ่มชาวต่างชาติ
ในปัจจุบันชื่อเสียงของหลวงพ่อโหน่งมิได้จำกัดอยู่เพียงในกลุ่มชาวไทย แต่ได้แพร่หลายไปยังกลุ่มชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งนิยมเดินทางมาบูชาวัตถุมงคลและรูปถ่ายของท่านเป็นประจำ ณ วัดอัมพวัน (วัดคลองมะดัน) อีกด้วย
บทที่ ๕ วัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องรางยุคหลวงพ่อโหน่ง มรดกแห่งพุทธาคม
เมื่อกล่าวถึงหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านอยู่ในความทรงจำของผู้คน คือวัตถุมงคลนานาชนิดที่ท่านได้จัดสร้างและปลุกเสกตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ
กรรมวิธีการสร้างและลักษณะเนื้อพระเครื่อง
พระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งจะทำจากเนื้อดินเผาทั้งหมด มีทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อหยาบ สีของพระเครื่องมีหลากหลาย ได้แก่ สีแดง สีแดงปนน้ำตาล สีแดงนวล และสีดำปนเทา ทั้งนี้พระเครื่องสีดำปนเทามีจำนวนน้อยที่สุด โดยในเนื้อดินของพระเครื่องนั้นมักมีแก้วแกลบหรือแร่ยิบซั่มฝังอยู่ ลักษณะเป็นเส้นขาวทึบคล้ายกระดูกหรือแป้งฝังอยู่ในเนื้อพระเครื่อง นอกจากนี้ยังมีแร่ทรายเงินทรายทองปรากฏให้เห็นด้วย ส่วนด้านหลังของพระเครื่องบางองค์ได้จารึกอักขระขอม บางองค์ได้จารึก พ.ศ. ที่สร้างพระเครื่อง และบางองค์จารึกเป็นภาษาจีน
ในด้านกรรมวิธีการปลุกเสกพระเครื่องนั้น หลวงพ่อโหน่งมีแนวทางที่ไม่เหมือนใคร คือทำพิธีปลุกเสกในเตาเผาพระ และเมื่อทำบล็อกพิมพ์พระเสร็จแล้ว หลวงพ่อโหน่งจะไม่แกะทำลาย แต่จะปลุกเสกบรรจุพุทธคุณลงไปแทน ท่านจะปลุกเสกตลอดช่วงเข้าพรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วนั้นจึงมีการฉลองสมโภช อาราธนาพระสงฆ์ในวัดคลองมะดันมาสวดพระพุทธมนต์ ส่วนตัวหลวงพ่อโหน่งเป็นประธานพิธี และเมื่อเสร็จพิธีสวดพุทธมนต์แล้ว ท่านจะขึ้นธรรมาสน์เทศนาสั่งสอนผู้คนที่มาทำบุญร่วมพิธี ก่อนจะแจกพระเครื่องจากมือท่านให้แก่ญาติโยมโดยตรง
พระพิมพ์ที่โด่งดัง
พระพิมพ์ของหลวงพ่อโหน่งที่ปรากฏให้เห็น ได้แก่ พิมพ์ซุ้มกอ พิมพ์ลีลา พิมพ์พระสมเด็จสามชั้นและฐานคู่ พิมพ์จันทร์ลอย พิมพ์ปรุหนัง พิมพ์ท่ากระดาน พิมพ์พระชินราช พิมพ์งบน้ำอ้อย พิมพ์กลีบบัว พิมพ์พระตรีกาย พิมพ์โมคคัลลาน์สารีบุตร พิมพ์พระเจ้าห้าพระองค์ พิมพ์พระปิดตา พิมพ์นาคปรก พิมพ์ปางไสยาสน์ พิมพ์กำแพงศอก เป็นต้น
โดยในบรรดาพระพิมพ์ทั้งหมด พิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ "พิมพ์ซุ้มกอ" ซึ่งเป็นพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่ มีความนิยมแตกต่างกันไปตามสภาพและความสมบูรณ์ของแต่ละองค์ นอกจากนี้ "พระพิมพ์ขุนแผนหน้าค่าย" ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยแบ่งออกเป็น ๒ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานมีบัว และพิมพ์ฐานไม่มีบัว ส่วนพระพิมพ์อื่น ๆ ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ พระลีลาหรือพระกำแพงนิ้ว และพระสมเด็จฐานคู่
อย่างไรก็ตาม ในบรรดาพระเครื่องที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดและมักถูกกล่าวถึงในวงการพระเครื่องสมัยนั้น คือ "พระงบน้ำอ้อย" ซึ่งเป็นพระที่ชาวบ้านนิยมให้เด็ก ๆ ห้อยคอ เป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของหลวงพ่อโหน่งที่อยู่ในความทรงจำของชาวสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
สำหรับพระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งนั้นมีพุทธคุณที่โดดเด่นหลายด้าน ได้แก่ เมตตามหานิยม โชคลาภ ป้องกันอัคคีภัย ช่วยเหลือเรื่องการทำมาหากิน คุ้มครองลูกหลาน และแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย
วิธีการแจกพระและการบรรจุกรุ
เมื่อหลวงพ่อโหน่งปลุกเสกพระเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ท่านจะเก็บพระเครื่องที่ปลุกเสกแล้วไว้ในโอ่ง จากนั้นจะหยิบใส่พานตั้งตรงหน้าจำนวนหนึ่ง เพื่อแจกแก่ญาติโยมไปเรื่อย ๆ เมื่อข่าวการสร้างและแจกพระแพร่กระจายออกไป มีประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เดินทางมารับแจกพระจากท่านเป็นจำนวนมากทุกวัน นอกจากนี้หลวงพ่อโหน่งยังได้นำพระเครื่องอีกส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ที่ปูชนียสถานหลายแห่งภายในวัดอัมพวันและวัดทุ่งคอก ส่วนพระเครื่องที่เหลือนั้นก็แจกให้แก่ผู้ที่มาขอตลอดอายุขัยของท่าน
นอกจากการสร้างพระเครื่องขนาดเล็กสำหรับห้อยคอติดตัวแล้ว หลวงพ่อโหน่งยังได้สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่เพื่อไว้บูชาตั้งในบ้านเรือน เช่น พระกำแพงศอกเนื้อดินเผา รูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งแบบลอยองค์เนื้อปูน โดยท่านจะเขียนคำอวยพรไว้ด้านหลังองค์พระเป็นภาษาไทยอีกด้วย
บทที่ ๖ มรณภาพ เกียรติคุณ และมรดกศรัทธาที่สืบต่อ
การมรณภาพ
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ตรงกับแรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย ปีจอ ณ วัดอัมพวัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี สิริอายุ ๖๙ ปี พรรษา ๔๖ ที่น่าสังเกตยิ่งคือ ท่านมรณภาพในท่าปางไสยาสน์ หรือท่านอนตะแคง ซึ่งเป็นแบบอย่างเดียวกับอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพสูงสุดของท่านคือ หลวงพ่อเนียม ธัมมโชติ แห่งวัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี การมรณภาพในลักษณะนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบทอดสายธรรมและความเคารพต่อครูบาอาจารย์ของท่านอย่างแท้จริง
มรดกพระเครื่องและการสืบทอดเจตนารมณ์
เมื่อหลวงพ่อโหน่งมรณภาพแล้วนั้น พระเครื่องที่ท่านสร้างไว้ยังคงอยู่เป็นจำนวนมาก หลวงพ่อฉ่วย ปัญญารตนะ เจ้าอาวาสรูปต่อมาได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อโหน่งทุกประการ คือแจกพระเครื่องให้แก่ผู้ที่มาทำบุญเรื่อยมา ภายหลังเจ้าอาวาสรูปต่อมาก็ได้ดำเนินการแจกพระเครื่องสืบต่อมา จนกระทั่งพระเครื่องของหลวงพ่อโหน่งได้หมดสิ้นไปในที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหลวงพ่อโหน่งสร้างพระไว้หลายพิมพ์และมีจำนวนมากเพียงใด
งานรำลึกประจำปีหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
วัดอัมพวันจัดงานรำลึกหลวงพ่อโหน่งขึ้นทุกปีในวันมรณภาพ ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม หรือแรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย โดยมีกิจกรรมหลายประการ ได้แก่ การปิดทองรูปเหมือนหลวงพ่อโหน่งและบูรพาจารย์อดีตเจ้าอาวาส การถวายสังฆทาน การสะเดาะเคราะห์และเสริมดวงชะตา มีมหรสพแสดงสมโภช เช่น ลิเก รำวงย้อนยุค ตลอดระยะเวลา ๓ วัน โดยงานประจำปีนี้ได้เชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศมาร่วมน้อมรำลึก
สำหรับรอยพระพุทธบาทภายในวัดอัมพวันนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมและสักการะเพียงปีละ ๑ ครั้ง ในช่วงเทศกาลลอยกระทง
บทที่ ๗ คุณูปการของหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ
พระเถระผู้เชื่อมศรัทธาชุมชน วิทยาคม และการปฏิบัติธรรมเข้าด้วยกัน
เมื่อพิจารณาชีวประวัติ ผลงาน กิตติคุณ และมรดกที่หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ ได้ฝากไว้ตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเพียงเพราะวัตถุมงคลได้รับความนิยม หากเป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมหลายมิติอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการปฏิบัติธรรม การพัฒนาวัด และการสงเคราะห์ผู้คน
หลวงพ่อโหน่งในฐานะพระนักวิปัสสนาผู้แท้จริง
บทบาทที่โดดเด่นและเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของหลวงพ่อโหน่ง คือความเป็นพระนักวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นผู้ที่ตัดสินใจเลือกเส้นทางการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นแทนเส้นทางการศึกษาตำราตั้งแต่ต้น ดังที่เห็นได้จากการที่ท่านปฏิเสธการศึกษาสายเปรียญกับพระเจ้าคุณน้าชาย เพราะเห็นว่าความรู้ทางตำราเพียงอย่างเดียวไม่อาจนำไปสู่การลดละกิเลสได้ หลักปรัชญาชีวิตของท่านที่ว่า "ความรู้ไม่ได้อยู่ที่ตำรา แต่อยู่ที่การลดละกิเลส" ได้กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ท่านถ่ายทอดให้แก่ศิษยานุศิษย์ตลอดชีวิต ผลของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างต่อเนื่องทำให้ท่านมีอภิญญาและฌานแก่กล้า สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าและล่วงรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องประจักษ์ด้วยตา
หลวงพ่อโหน่งในฐานะพระเกจิผู้มีสายวิชาเฉพาะตน
ในด้านพุทธาคม หลวงพ่อโหน่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น กล่าวคือท่านไม่นิยมพิธีกรรมที่โอ่อ่า แต่เน้นการปลุกเสกด้วยพลังแห่งสมาธิจิตและการภาวนาที่แท้จริง วิธีการปลุกเสกพระเครื่องในเตาเผาตลอดการเข้าพรรษานั้นเป็นวิธีที่ไม่เหมือนใคร และสะท้อนให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ของพุทธาคมมากกว่ารูปแบบภายนอก วัตถุมงคลของท่านจึงมีพุทธคุณที่สม่ำเสมอและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันอัคคีภัย และโชคลาภ
หลวงพ่อโหน่งในฐานะที่พึ่งทางจิตใจของสังคมชนบทไทย
หลวงพ่อโหน่งทำหน้าที่เป็นที่พึ่งทางจิตใจของสังคมได้อย่างสมบูรณ์ ท่านเป็นพระที่ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย มีเมตตาต่อทุกผู้ทุกนาม ไม่เลือกชนชั้น ไม่รับเงินหรือทรัพย์สิน ดำเนินชีวิตอย่างสมถะตามหลักของพระวิปัสสนาจารย์อย่างแท้จริง สิ่งเหล่านี้ทำให้ท่านเป็นแบบอย่างที่ผู้คนเคารพสักการะ จากคุณธรรมและความบริสุทธิ์ที่ท่านแสดงออกมาอย่างสม่ำเสมอตลอดชีวิต
บทสรุป
หลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของพระเถระผู้ทรงคุณ กล่าวคือเป็นทั้งพระนักปฏิบัติวิปัสสนา พระนักพัฒนา พระผู้เป็นต้นสายของพระเกจิอาจารย์ และพระผู้เป็นที่พึ่งพิงของสังคม เรื่องเล่ากิตติคุณเหล่านี้ส่งผลให้ท่านสามารถก้าวข้ามสถานะของพระเกจิท้องถิ่นไปสู่ความเป็นเทพเจ้าแห่งลุ่มแม่น้ำท่าจีน และเป็นที่เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือในระดับประเทศและนานาประเทศ
บรรณานุกรม
กรมการศาสนา. (๒๕๓๑). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๔. กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนากระทรวงศึกษาธิการ.
ชลิต ชัยมงคล. (๒๕๔๒). พระเกจิอาจารย์เมืองสุพรรณบุรี. สำนักพิมพ์มรดกไทย.
ตรีน้อย ทรงประเสริฐ. (๒๕๔๕). วิวัฒนาการพระเครื่องและเครื่องรางของขว้างในจังหวัดสุพรรณบุรี. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ทายาท ศรีอาริยวัตร. (๒๕๕๐). พระวิปัสสนาจารย์แห่งลุ่มน้ำท่าจีน. สำนักพิมพ์ธรรมสภา.
ธนิต อยู่โพธิ์. (๒๕๑๕). ประวัติพระเกจิอาจารย์สำคัญของไทย. กรมศิลปากร.
นที บุญยประเสริฐ. (๒๕๔๘). พระเครื่องเมืองสุพรรณ: ประวัติ วัตถุมงคล และพุทธคุณ. สำนักพิมพ์เพชรการพิมพ์.
พระมหาปุ่น ปุณฺณสิริ (สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช). (๒๕๑๔). ประวัติและความเป็นมาของพระครูอินทสุวรรณคุณ (โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ). โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระครูอินทสุวรรณคุณ. (๒๕๕๕). ประวัติวัดอัมพวัน (คลองมะดัน) และหลวงพ่อโหน่ง อินฺทสุวณฺโณ. วัดอัมพวัน สองพี่น้อง สุพรรณบุรี.
พิเชษฐ์ ตันติวิทยา. (๒๕๕๒). สายธารแห่งศรัทธา: พระเถราจารย์แห่งจังหวัดสุพรรณบุรี. เอกสารวิชาการ ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี.
ภิญโญ พงษ์เจริญ. (๒๕๓๘). อภินิหารและประวัติพระเกจิอาจารย์ยอดนิยม. สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
วัดสองพี่น้อง. (๒๕๔๐). ประวัติวัดสองพี่น้องและพระครูบาอาจารย์สำคัญ. เอกสารแจกในงานทำบุญประจำปี วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี.
ศิริศักดิ์ คุ้มรักษา. (๒๕๔๖). วัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมฝั่งคลองสองพี่น้อง. สำนักพิมพ์ดรากอน.
สมศักดิ์ ศิริรักษ์. (๒๕๕๑). พระเครื่องเนื้อดินเผายอดนิยมแห่งเมืองสุพรรณ. สำนักพิมพ์เมืองโบราณ.
สุจิตต์ วงษ์เทศ. (๒๕๔๓). สุพรรณบุรี: ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม. สำนักพิมพ์มติชน.
อนันต์ สุวรรณฉัตร. (๒๕๓๖). ตำนานพระเกจิและวิทยาคมเมืองสุพรรณบุรี. โรงพิมพ์การศาสนา.
อภิชาต เจริญสุข. (๒๕๕๓). ศึกษาบทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.
Video Title Subtitle