แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล
หลวงปู่เนียม
วัดน้อย ตำบลโตกคราม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
ความเป็นมา ความเป็นมาของวัดน้อย : ศูนย์กลางพระพุทธศาสนาริมลุ่มน้ำท่าจีน
วัดน้อย ตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นพระอารามโบราณ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนซึ่งในอดีตถือเป็นเส้นทางคมนาคมสายสำคัญของผู้คนในบริเวณภาคกลางฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะชาวสุพรรณบุรีซึ่งต้องอาศัยลำน้ำสายนี้ในการเดินทางติดต่อค้าขาย ลงเรือเข้าสู่กรุงเทพมหานคร หรือสัญจรระหว่างชุมชนต่าง ๆ เนื่องจากวัดน้อยตั้งอยู่บริเวณริมน้ำ เป็นเหตุให้วัดแห่งนี้จึงมิได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชุมชนเท่านั้น หากยังเป็นเสมือนศูนย์กลางการดำเนินชีวิตของผู้คนบริเวณสองฟากฝั่งแม่น้ำท่าจีน ทั้งในด้านการศึกษา การพักแรมของผู้เดินทาง การพบปะของชาวบ้าน และการเป็นที่พึ่งทางจิตใจในยามเกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือความทุกข์ยาก นับเป็นลักษณะทั่วไปของในอดีตที่มีบทบาทมากกว่าสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
การรับรู้ของผู้คนในปัจจุบันนั้น ชื่อของวัดน้อยจะผูกพันเชื่อมโยงกับนามของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ จนผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหลวงปู่เนียมเป็นผู้ก่อสร้างวัดแห่งนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุภายในวัดแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าวัดน้อยมีความเก่าแก่มากกว่าสมัยหลวงปู่เนียม โดยสามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดน้อยอาจสร้างขึ้นในราวปลายกรุงศรีอยุธยา
หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานดังกล่าว คือ วิหารโบราณหลังเก่า ซึ่งแม้ในภายหลังจะมีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ยังคงแสดงให้เห็นรูปแบบการก่อสร้างแบบอยุธยาตอนปลายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของอิฐที่ใช้ก่อ ซึ่งมีลักษณะใหญ่ หนา และยาวกว่างานก่อสร้างสมัยหลัง ผนังวิหารที่ก่อทึบแข็งแรง มีหน้าต่างน้อย และมีลักษณะคล้าย “โบสถ์มหาอุตม์” คือ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวตามความเชื่อเรื่องการเก็บพลังแห่งการภาวนา ภายในวิหารยังเคยประดิษฐานพระประธานปูนปั้นศิลปะอยุธยา รวมถึงพระพุทธรูป หินทรายขาวและหินทรายแดง ศิลปะอู่ทองอีกหลายองค์ หลักฐานเหล่านี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดน้อยเป็นวัดที่มีรากฐานยาวนาน และน่าจะเคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต
ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเผชิญภาวะสงคราม โดยเฉพาะภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น พื้นที่หลายแห่งในภาคกลางต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนัก ชุมชนถูกทิ้งร้าง ผู้คนล้มตายและถูกกวาดต้อน ทำให้วัดวาอารามจำนวนมากขาดการดูแล วัดน้อยซึ่งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็นจุดเส้นทางเดินทัพสำคัญจึงอาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน จากคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่กล่าวว่า วัดน้อยเคยอยู่ในสภาพรกร้างเป็นเวลานาน ศาสนสถานชำรุดเสียหายพังทลาย มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ และมีเพียงชาวบ้านบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังคงเข้ามาจุดธูปบูชาหรือใช้เป็นที่พักเรือในยามสัญจรผ่าน เนื่องจากยังเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นวัดเก่าแก่ที่ยังให้ความเคารพบูชา
นอกจากนั้น ยังมีการเล่าขานของผู้คนในพื้นที่เกี่ยวกับนามของผู้สร้างวัดว่า ผู้สร้างอาจเป็นทหารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า “กรมหมื่นน้อย” สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อวัดในระยะแรก ก่อนที่ชื่อดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกเรียกจนเหลือเพียง “วัดน้อย” ตามสำเนียงชาวบ้าน แม้จะไม่มีหลักฐานเอกสารยืนยันโดยตรง แต่เรื่องเล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าวัดแห่งนี้ฝังรากอยู่ในความทรงจำของชุมชนมาอย่างยาวนาน
ต่อมาวัดน้อยเริ่มกลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ซึ่งได้ออกเดินทางไปศึกษาพระธรรมและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในพระนครนานกว่าสองทศวรรษ เดินทางกลับมายังบ้านเกิด และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ในเวลานั้นวัดน้อยยังขาดทั้งกำลังคน งบประมาณ และผู้นำ การมาของหลวงปู่เนียมจึงเป็นการบูรณะฟื้นฟูวัดเก่าให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ทั้งนี้ด้วยความเป็นพระสงฆ์ผู้มีภูมิธรรม มีความรู้แตกฉานทั้งด้านพระปริยัติธรรมและกรรมฐาน อีกทั้งมีบุคลิกเรียบง่ายน่าเคารพ หลวงปู่เนียมจึงสามารถรวบรวมแรงศรัทธาจากชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
การบูรณะวัดในสมัยหลวงปู่เนียมนั้นมิได้เป็นเพียงการซ่อมแซมอาคารเก่าเท่านั้น แต่เป็นการฟื้นฟู ทั่วบริเวณวัด ท่านจัดสร้างกุฏิสำหรับพระภิกษุ สร้างศาลาจตุรมุข เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ สร้างพระอุโบสถให้มีความมั่นคงถาวร รวมถึงวางพัทธสีมาโดยรอบ เพื่อกำหนดเขตสังฆกรรมอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย การสร้างศาสนสถานเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การเป็นพระนักพัฒนาของหลวงปู่เนียม
นอกจากนี้สำคัญอีกอย่าง คือหลวงปู่เนียมได้ยกระดับวัดน้อยให้กลายเป็นสำนักเรียนทางพระพุทธศาสนา ท่านเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรจากท้องถิ่นต่าง ๆ เข้ามาศึกษาพระธรรม อักขระขอม การสวดมนต์ วิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนพุทธาคมสายสมาธิ ทำให้วัดน้อยจากเดิมที่เป็นเพียงวัดท้องถิ่นที่เงียบสงบ กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของพื้นที่สุพรรณบุรีในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้มีคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่ว่า บริเวณวิหารโบราณภายในวัดน้อย ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เนียมอย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่าวิหารหลังนี้เป็นสถานที่ที่หลวงปู่เนียมใช้เจริญสมาธิจนบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงอีกด้วย กล่าวได้ว่า ด้วยบารมี ความสามารถ และความเพียรของหลวงปู่เนียม ส่งผลให้วัดน้อยได้รับการฟื้นคืนกลับมาเป็นทั้งศูนย์กลางศาสนา สำนักวิปัสสนา และอนุสรณ์แห่งศรัทธาของชาวลุ่มน้ำท่าจีน
บทที่ ๒ ชาติภูมิและเส้นทางแห่งสมณเพศ : รากฐานชีวิตของพระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงเวลานั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัวจากเหตุการณ์สงคราม โดยส่วนกลางหรือพระนครมีความมั่นคงทางการปกครองมาก แต่ในบริเวณหัวเมืองต่าง ๆ รวมถึงสุพรรณบุรีก็ยังคงเป็นพื้นที่สังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย การคมนาคมยังมีความยากลำบาก ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำลำคลองเป็นสำคัญ
หลวงปู่เนียม ได้ถือกำเนิดที่บ้านป่าพฤกษ์ ตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำที่ผู้คนประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และค้าขาย บิดาของท่านเป็นชาวบ้านซ่อง ตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ ส่วนมารดาของท่านเป็นชาวบ้านป่าพฤกษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวของท่านเป็นชาวบ้านทั่วไปที่มีความขยันขันแข็ง มีความซื่อสัตย์ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
สำหรับในครอบครัวของหลวงปู่เนียมนั้น ท่านเป็นบุตรคนที่สองของพี่น้องร่วมสายโลหิตหลายคน โดยมีพี่สาวคนโตชื่อ จาด การเติบโตในครอบครัวในชนบททำให้ท่านได้สัมผัสกับความยากลำบากของชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งการช่วยงานบ้าน การเห็นบิดามารดาตรากตรำทำมาหากิน และการเรียนรู้ที่จะอดทนต่อความไม่สะดวกสบายต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้หลวงปู่เนียมมีนิสัยสมถะ มัธยัสถ์ และไม่ยึดติดกับความฟุ้งเฟ้อ
โดยสังคมไทยในอดีตนั้น วัดถือเป็นศูนย์กลางของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่อบรมศีลธรรม หรือที่พึ่งทางจิตใจของชุมชน ครอบครัวชาวบ้านที่ปรารถนาให้บุตรหลานมีความรู้จึงนิยมส่งเด็กชายเข้าไปเป็นลูกศิษย์วัด เพื่อศึกษาอักขระและรับการฝึกฝนระเบียบวินัย หลวงปู่เนียมเองก็เป็นหนึ่งในเด็กชายเหล่านั้น
เมื่อหลวงปู่เนียมมีอายุพอสมควร บิดามารดาจึงนำท่านไปฝากไว้กับพระอาจารย์ในวัดใกล้บ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นวัดป่าพฤกษ์หรือวัดตะค่า ท่านจึงดำเนินชีวิตตามแบบลูกศิษย์วัด คือ นอนวัด กินข้าววัด ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อช่วยกวาดลานวัด ตักน้ำ หุงหาอาหาร ปรนนิบัติพระภิกษุ และในช่วงเวลาว่างจึงได้เรียนหนังสือไทย หนังสือขอม รวมถึงการท่องบทสวดมนต์และภาษาบาลี
ทั้งนี้การเป็นลูกศิษย์วัดในอดีตนั้นมิใช่เรื่องสะดวกสบาย แต่ต้องอดทนต่อความเคร่งครัดและระเบียบวินัยอย่างมาก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้หลวงปู่เนียมค่อย ๆ ซึมซับความสงบ ความอดกลั้น และความเคารพในพระธรรมวินัยเข้าสู่จิตใจตั้งแต่วัยเยาว์ โดยท่านเป็นผู้มีความจำดี ใฝ่เรียนรู้ และมีความสนใจในเรื่องอักขระขอมกับบทสวดคาถาเป็นพิเศษ จนได้รับความเอ็นดูจากพระอาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างมาก
นอกจากความรู้ด้านตัวหนังสือแล้ว ชีวิตในวัดยังทำให้หลวงปู่เนียมได้ใกล้ชิดกับการสวดมนต์ การนั่งสมาธิ และการฟังธรรมเทศนาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนับเป็นการวางรากฐานทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการศึกษาแบบ สามัญทั่วไป หลวงปู่เนียมจึงมิได้เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อ่านออกเขียนได้ แต่เติบโตขึ้นพร้อมกับความศรัทธาที่มั่นคงและพร้อมที่จะอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา
ต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านเริ่มมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระธรรมในระดับสูงขึ้น การเรียนในวัดบ้านเกิดไม่อาจตอบสนองความต้องการด้านวิปัสสนาธุระและพระปริยัติธรรมขั้นสูงได้ ดังนั้นหลวงปู่เนียมจึงตัดสินใจติดตามพระอาจารย์ผู้ใหญ่เดินทางเข้าสู่พระนคร ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นศูนย์รวมพระเถราจารย์ผู้ทรงภูมิธรรมและเป็นแหล่งวิชาการสำคัญของสยาม ในการเดินทางจากสุพรรณบุรีสู่พระนครในสมัยนั้นไม่สะดวกสบายและใช้เวลายาวนาน ต้องอาศัยเรือล่องตามแม่น้ำท่าจีนหลายวัน แต่การตัดสินใจออกจากบ้านเกิดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเด็ดเดี่ยวของหลวงปู่เนียม ด้วยความศรัทธาและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
เมื่อหลวงปู่เนียมอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นวัยที่กุลบุตรนิยมเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่เนียมจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยสันนิษฐานว่าท่านน่าจะได้รับการอุปสมบท ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อันเป็นพระอารามหลวงและเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในขณะนั้น การอุปสมบทของหลวงปู่เนียมจึงมิใช่เพียงการบวชตามประเพณีเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดา หากเป็นจุดเริ่มต้นของการอุทิศชีวิตอย่างแท้จริง หลังจากครองสมณเพศแล้วนั้น ท่านใช้เวลายาวนานกว่า ๒๐ พรรษาในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมอย่างจริงจัง โดยตลอดระยะเวลานั้น หลวงปู่เนียมได้จำพรรษาและศึกษาอยู่ในสำนักสำคัญหลายแห่งของพระนคร อาทิ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดพระพิเรนทร์ ซึ่งสำนักเรียนแต่ละแห่งต่างมีชื่อเสียงเฉพาะทาง ทั้งด้านพระปริยัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน อักขระขอม และวิทยาคม
ในสมัยนั้น พระภิกษุผู้ปรารถนาจะเป็นพระคณาจารย์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องเรียนทั้ง “คันถธุระ” คือความรู้ด้านพระไตรปิฎก บทสวด และอรรถธรรม กับ “วิปัสสนาธุระ” คือการฝึกจิต สมาธิ และการภาวนา หลวงปู่เนียมสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉานทั้งสองด้าน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการฝึกกสิณและฌานสมาบัติ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเพียร และกำลังใจอย่างยิ่ง
มีข้อสันนิษฐานว่า ในช่วงเวลานี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม มีชื่อเสียงอย่างมากในพระนคร จึงมีความเป็นไปได้ว่าหลวงปู่เนียมจะได้รับอิทธิพลแนวคิด การสอนธรรม และเมตตาธรรมจากสายสมเด็จโต ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมในเวลาต่อมาผู้คนจำนวนมากจึงนิยมยกย่องท่านว่าเป็น “สมเด็จโตแห่งเมืองสุพรรณ”
ตลอดระยะเวลาการศึกษาอันยาวนานนี้ หลวงปู่เนียมได้หล่อหลอมตนเองจนกลายเป็นพระภิกษุผู้มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านภูมิรู้ ภูมิธรรม ความเข้มแข็งทางจิต และวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด ซึ่งล้วนเป็นเสบียงสำคัญก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูวัดน้อยและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของชาวสุพรรณบุรีในกาลต่อมา
บทที่ ๓ ปฏิปทาอันงดงามและสายวิชาอันลึกซึ้ง : รากฐานแห่งบารมีหลวงปู่เนียม
ภายหลังจากหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ใช้เวลาศึกษาพระธรรมและฝึกฝนตนเองอยู่ในพระนครยาวนานกว่าสองทศวรรษ ท่านได้เดินทางกลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ และ ภูมิธรรมที่สั่งสมอย่างเข้มข้น ต่อมาชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้อย ภาพของพระภิกษุผู้ทรงความรู้แตกฉานจากพระนคร ประกอบกับบุคลิกอันสุขุม สำรวม และเรียบง่าย ทำให้หลวงปู่เนียมได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้ศรัทธาของผู้คนมั่นคงยิ่งกว่าชื่อเสียงทางวิชาการ คือวัตรปฏิบัติอันงดงามซึ่งผู้คนสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง
หลวงปู่เนียมเป็นพระเถราจารย์ที่ดำเนินชีวิตอย่างสมถะ กุฏิของท่านมีเพียงเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น จีวรของท่านใช้จนเก่าไม่เปลี่ยนใหม่โดยไม่จำเป็น อาหารที่ฉันก็เป็นอาหารพื้นบ้านที่ญาติโยมถวาย มิได้เลือกฉันเฉพาะของดีมีราคา ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายนี้ทำให้ชาวบ้านเกิดความเคารพอย่างลึกซึ้ง เพราะเห็นว่าท่านมิได้แสวงหาลาภสักการะจากศรัทธาของผู้คน ในทุกเช้าหลวงปู่เนียมยังคงออกบิณฑบาตด้วยตนเอง แม้ในช่วงเวลาที่อายุมากและ มีลูกศิษย์จำนวนมากคอยรับใช้ก็ตาม การออกบิณฑบาตของท่านมิใช่เพียงกิจของสงฆ์ แต่เป็นการลงไปพบปะรับรู้ทุกข์สุขของชาวบ้านในพื้นที่ หลวงปู่เนียมนั้นมักสอบถามความเป็นอยู่ของญาติโยม รับฟังปัญหาต่าง ๆ อย่างสงบ และให้คำเตือนสติด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง โดยระหว่างทางที่ออกบิณฑบาตนั้นหลวงปู่เนียมมักนำข้าวสารหรือเศษอาหารโปรยให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นไก่บ้าน นก หรือสุนัขจรจัด พฤติกรรมนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับชาวบ้านแล้วกลับสะท้อนให้เห็นถึงจิตเมตตาที่แผ่กว้างของท่าน ซึ่งมิได้จำกัดเพียงมนุษย์ หากรวมไปถึงสรรพชีวิตทั้งหลายภายในวัดน้อยเอง หลวงปู่เนียมเลี้ยงดูสัตว์จำนวนมาก ทั้งสุนัข แมว ไก่ และสัตว์อื่น ๆ ที่หลงเข้ามาอาศัยอยู่ในวัด มีคำเล่ากันว่ากระทั่งงูเห่าก็ยังอาศัยอยู่แถวกุฏิท่านโดยไม่มีใครกล้าทำร้าย เพราะท่านถือว่าสัตว์เหล่านี้ต่างก็มีชีวิต มีความหิว ความกลัว และความเจ็บปวดไม่ต่างจากมนุษย์ ท่านมักกล่าวกับศิษย์ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงต้องมีเมตตาต่อทุกชีวิต ไม่ใช่มีเมตตาเฉพาะผู้ที่ให้คุณแก่ตน ความเมตตาเช่นนี้มิได้เป็นเพียงนิสัยส่วนตัว แต่เป็นผลจากการภาวนา จิตของผู้ที่ผ่านการฝึกสมาธิจนตั้งมั่นย่อมอ่อนโยน ไม่กระด้าง และสามารถรับรู้ความเป็นไปของผู้อื่นได้อย่างละเอียด นี่เองคือสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากรู้สึกว่าเพียงได้เข้าใกล้หลวงปู่เนียมก็เกิดความสงบใจ ทั้งที่บางครั้งท่านแทบไม่ได้กล่าวคำใดมากนัก
ในด้านการสั่งสอนพระภิกษุสามเณร หลวงปู่เนียมขึ้นชื่อว่าเคร่งครัดอย่างยิ่ง ท่านให้ความสำคัญกับพระธรรมวินัยเป็นอันดับแรก ผู้ใดมาฝากตัวเป็นศิษย์จะต้องฝึกระเบียบวัตรตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การครองจีวร การฉันอาหาร การเดินจงกรม การสำรวมอินทรีย์ ตลอดจนการท่องสวดบทสวดและศึกษาหนังสือขอมอย่างจริงจัง ท่านไม่ส่งเสริมให้ศิษย์หลงใหลในเรื่องอิทธิฤทธิ์โดยปราศจากพื้นฐานธรรม เพราะถือว่าผู้ไม่มีศีลและสมาธิ แม้มีคาถาก็ไม่อาจเกิดพุทธานุภาพที่แท้จริง
สาระสำคัญของสายวิชาหลวงปู่เนียมจึงอยู่ที่คำว่า “สมาธินำวิชา” กล่าวคือ ท่านเชื่อมั่นว่าพุทธาคมที่มีผลสัมฤทธิ์ มิได้เกิดจากการท่องจำถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกำลังจิตที่ฝึกจนมั่นคงบริสุทธิ์ เมื่อจิตนิ่งและตั้งมั่น คำบริกรรมจึงจะเกิดอานุภาพได้ ด้วยพื้นฐานการศึกษาจากพระนคร หลวงปู่เนียมจึงมีความเชี่ยวชาญทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ สามารถสอนพระไตรปิฎก อักขระขอม บทสวดมนต์ และอธิบายหลักธรรมแก่ศิษย์ได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันท่านก็ฝึกศิษย์ให้ปฏิบัติกรรมฐาน โดยเฉพาะการเพ่งกสิณธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช และวาโย เพื่อฝึกกำลังใจให้มั่นคงไม่หวั่นไหวการฝึกในลักษณะนี้ทำให้ศิษย์ของหลวงปู่เนียมจำนวนมากมิใช่เพียงผู้ท่องคาถาเป็น แต่เป็นผู้มีสมาธิแก่กล้าจนสามารถนำวิชาไปใช้ในทางเมตตา รักษาโรค ป้องกันภัย หรือสงเคราะห์ผู้คนได้ สายวิชาของท่านจึงมีชื่อเสียงแพร่หลายไปในพื้นที่สุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย
นอกจากนี้ หลวงปู่เนียมยังมีความรู้ลึกซึ้งในด้านอักขระยันต์ การลงตะกรุด การสร้างพระเนื้อชิน และการใช้บทสวดมนต์จากพระคัมภีร์เป็นหัวใจของพุทธาคม สิ่งที่โดดเด่นคือท่านมิได้แยกธรรมะออกจากวิชาเหมือนบางสำนัก แต่ถือว่าวิชาทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณเสมอ ดังนั้นผู้ใดคิดใช้วิชาในทางเบียดเบียนหรือโอ้อวด ย่อมไม่อาจได้รับการถ่ายทอดจากท่านอย่างแท้จริง
ด้วยภูมิธรรมที่ลึกซึ้ง ประกอบกับความรู้กว้างขวางเช่นนี้ หลวงปู่เนียมจึงได้รับการยกย่องจากพระเกจิร่วมสมัยจำนวนมาก พระภิกษุจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษากับท่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพระจากอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ หรือแม้แต่พระจากสำนักใหญ่ในพระนคร ต่างล้วนมองว่าวัดน้อยคือแหล่งวิชาที่มีความเข้มขลังและมีระเบียบการสอนที่เป็นระบบ
ผู้คนร่วมสมัยจำนวนมากจึงเปรียบหลวงปู่เนียมว่าเป็น “สมเด็จโตแห่งเมืองสุพรรณ” มิใช่เพียงเพราะชื่อเสียงด้านพุทธาคมเท่านั้น แต่เพราะท่านมีลักษณะครบถ้วนเช่นเดียวกับพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ คือแตกฉานในพระธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ ดำรงชีวิตเรียบง่าย และใช้วิชาเพื่อสงเคราะห์ผู้คนมากกว่าการอวดอ้างปาฏิหาริย์
สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้บารมีของหลวงปู่เนียมมิได้เกิดจากคำเล่าลือ แต่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติที่ผู้คนได้พบเห็นจริงทุกวัน จนเกิดศรัทธาอย่างมั่นคงและส่งต่อเรื่องราวของท่านจากรุ่นสู่รุ่นตราบจนปัจจุบัน
บทที่ ๔ อภินิหารและปาฏิหาริย์ที่เลื่องลือ : ภาพสะท้อนบารมีในความทรงจำของผู้คน
ในสังคมไทยโบราณ พระเถราจารย์ผู้ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนมักมิได้เป็นที่รู้จักเพียงเพราะความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยหรือความสามารถด้านการสั่งสอนธรรมเท่านั้น หากแต่เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหาร ปาฏิหาริย์ หรือเหตุการณ์อันยากจะอธิบายด้วยสามัญวิสัย มักเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพระเกจิรูปนั้นฝังแน่นอยู่ในจิตใจผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น
สำหรับหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ แห่งวัดน้อย ก็เช่นเดียวกัน แม้ท่านจะเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสและแตกฉานในพระธรรมอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายออกไปไกลเกินขอบเขตจังหวัดสุพรรณบุรี คือคำบอกเล่าเกี่ยวกับญาณหยั่งรู้ เมตตาบารมี และเหตุการณ์เหนือความคาดหมายจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับผู้คนซึ่งได้ใกล้ชิดท่าน
เรื่องเล่าเหล่านี้เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ อาจไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์ได้ตามแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงระดับศรัทธาที่ชุมชนมีต่อหลวงปู่เนียมอย่างลึกซึ้ง เพราะเรื่องอภินิหารจะไม่สามารถสืบทอดต่อกันยาวนานได้เลย หากบุคคลต้นเรื่องมิได้มีอิทธิพลทางจิตใจต่อผู้คนอย่างแท้จริง
ญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
หนึ่งในเรื่องที่ชาวบ้านกล่าวขานมากที่สุดเกี่ยวกับหลวงปู่เนียม คือความสามารถในการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือรู้ความเป็นไปของบุคคลที่ยังมิได้เอ่ยปากเล่า มีคำบอกเล่าสืบต่อกันว่าญาติโยมจำนวนมากที่เดินทางมาหาท่านด้วยความทุกข์ มักเพียงนั่งลงต่อหน้าโดยยังไม่ทันกราบเรียนถึงปัญหา หลวงปู่เนียมก็จะเอ่ยขึ้นก่อนเสมือนรู้ใจ
บางรายเดินทางมาด้วยความกังวลเรื่องบุตรหลานเจ็บป่วย หลวงปู่เนียมกลับกล่าวขึ้นก่อนว่า “ไม่ต้องห่วง เด็กจะพ้นคืนนี้” บางรายมาขอให้ช่วยตามหาควายหรือทรัพย์สินที่สูญหาย ท่านกลับชี้ทิศทางหรือบอกตำแหน่งคร่าว ๆ จนเมื่อกลับไปค้นหาก็พบตามนั้น เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าท่านเป็นพระผู้มีญาณพิเศษ สามารถหยั่งรู้สิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจล่วงรู้
แม้ในมุมมองของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่อาจอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่าหลวงปู่เนียมเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตสูง เข้าใจนิสัยมนุษย์ และมีการสังเกตที่ละเอียดลึกซึ้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความแม่นยำของคำบอกเล่าเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่าน
เมตตาบารมีที่สัตว์ร้ายยังสงบ
อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกว้างขวางคือความเมตตาบารมีของหลวงปู่เนียมซึ่งเชื่อกันว่าส่งผลแม้กระทั่งต่อสัตว์ดุร้าย ภายในบริเวณวัดน้อยในอดีตมีป่ารกชัฏและสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะงูเห่าซึ่งชาวบ้านต่างหวาดกลัว ทว่ามีผู้พบเห็นอยู่บ่อยครั้งว่างูเห่าหลายตัวเลื้อยผ่านบริเวณกุฏิของท่านโดยไม่ทำอันตรายผู้ใด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศิษย์วัดแตกตื่นเพราะพบงูเห่าขนาดใหญ่ขดอยู่ใกล้บันไดกุฏิ ทุกคนต่างเตรียมหาไม้มาไล่ตี แต่หลวงปู่เนียมห้ามไว้และเดินเข้าไปใกล้อย่างสงบ ท่านเพียงกล่าวเบา ๆ ว่า “เขามาอาศัย อย่าเบียดเบียนเขา” จากนั้นงูตัวดังกล่าวก็ค่อย ๆ เลื้อยหลบเข้าพงหญ้าไปโดยไม่แสดงอาการดุร้ายแต่อย่างใด เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ชาวบ้านยิ่งเชื่อว่าจิตเมตตาของท่านมีอานุภาพถึงขั้นทำให้สัตว์ร้ายสงบลงได้
การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยด้วยน้ำมนต์และเมตตาจิต
ในยุคที่การแพทย์ยังไม่ทั่วถึง วัดมักเป็นสถานที่พึ่งพิงของผู้คนเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ หลวงปู่เนียมจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะพระผู้ให้กำลังใจและสงเคราะห์ผู้ป่วย ชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาขอน้ำมนต์ ผ้ายันต์ หรือให้ท่านเป่ากระหม่อมเมื่อประสบอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง
มีคำเล่าต่อกันมาหลายกรณีว่าผู้ป่วยซึ่งแพทย์พื้นบ้านรักษาไม่หาย เมื่อได้รับน้ำมนต์จากหลวงปู่เนียมแล้วกลับมีอาการทุเลาหรือฟื้นตัวอย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะโรคไข้หนัก ไข้ป่า หรืออาการละเมอคลุ้มคลั่งซึ่งคนสมัยก่อนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคุณไสยและสิ่งลี้ลับ
แน่นอนว่าในทางวิชาการอาจอธิบายได้ว่ากำลังใจและความเชื่อมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างมาก แต่ในมิติของชุมชนชนบทเวลานั้น เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้หลวงปู่เนียมกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล เพราะท่านมิใช่เพียงพระผู้สอนธรรม หากเป็นผู้เยียวยาความหวาดกลัวของชาวบ้านในยุคที่วิทยาการยังจำกัด
พลังจิตแห่งการคุ้มครองลูกศิษย์
นอกจากการสงเคราะห์ผู้ป่วยแล้ว หลวงปู่เนียมยังมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องการคุ้มครองศิษย์และญาติโยมจากภยันตราย มีผู้ที่ได้รับตะกรุด ผ้ายันต์ หรือพระเครื่องจากท่านจำนวนมากต่างเล่าว่าเมื่อต้องเดินทางไกล ล่องเรือกลางคืน หรือเข้าไปในพื้นที่อันตราย มักรอดพ้นเหตุร้ายอย่างหวุดหวิดอยู่เสมอ
บางคนประสบอุบัติเหตุเรือล่มแต่กลับว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้โดยปลอดภัย บางคนถูกโจรดักปล้นแต่คนร้ายกลับเปลี่ยนใจหรือทำอันตรายไม่สำเร็จ เรื่องเหล่านี้เมื่อสะสมมากเข้าก็ทำให้วัตถุมงคลและของที่ระลึกจากหลวงปู่เนียมได้รับการยกย่องว่ามีพุทธคุณสูงด้านแคล้วคลาดและคงกระพัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากคำสอนของท่าน จะพบว่าหลวงปู่เนียมมิได้สนับสนุนให้ผู้คนยึดติดเพียงของขลัง ท่านมักเตือนศิษย์อยู่เสมอว่า “ของดีเพียงใด ถ้าใจชั่วก็ช่วยไม่ได้” คำกล่าวนี้สะท้อนชัดเจนว่าท่านเห็นคุณค่าของศีลธรรมและสติสัมปชัญญะเหนือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง
ความศรัทธาที่แผ่ขยายจากคำบอกเล่า
เรื่องอภินิหารของหลวงปู่เนียมมิได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่โตเพียงครั้งสองครั้ง แต่เกิดจากคำบอกเล่า เล็ก ๆ จำนวนมหาศาลจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวนา ชาวเรือ พ่อค้า พระภิกษุ และข้าราชการท้องถิ่น เมื่อทุกคนต่างมีประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าหลวงปู่เนียมเป็นที่พึ่งได้จริง เรื่องราวเหล่านี้จึงถูกส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง
บทที่ ๕ สานุศิษย์ คำบอกเล่า และการสืบทอดสายวิชา : เครือข่ายแห่งศรัทธา
พระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นมิได้วัดความสำคัญกันเพียงที่ชื่อเสียงในรุ่นของตนเอง หากยังพิจารณาจาก ร่องรอยแห่งการสืบทอด ว่าท่านสามารถสร้างคน สร้างศิษย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คงอยู่ต่อไปได้มากเพียงใด เพราะหากพระรูปหนึ่งมีเพียงกิตติศัพท์ชั่วคราว แต่ไม่มีผู้รับช่วงหรือไม่มีคำบอกเล่าที่สืบต่ออย่างเป็นระบบ ชื่อเสียงนั้นก็มักเลือนหายไปตามกาลเวลา
กรณีของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ นับว่ามีความโดดเด่นอย่างยิ่งในประเด็นนี้ เนื่องจากวัดน้อยมิได้เป็นเพียงวัดที่ชาวบ้านมากราบไหว้ขอพรเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เสมือนสำนักศึกษาขนาดใหญ่ที่รวบรวมพระภิกษุสามเณรและฆราวาสผู้ใฝ่รู้จากหลายจังหวัดให้เดินทางเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของท่าน
วัดน้อยในฐานะสำนักเรียนทางพระพุทธศาสนา
ภายใต้การปกครองของหลวงปู่เนียม วัดน้อยมีลักษณะคล้ายสำนักเรียนแบบโบราณ กล่าวคือมิได้สอนเฉพาะการสวดมนต์หรือการท่องพระสูตร แต่เป็นสถานที่ที่ศิษย์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฝึกระเบียบวินัย ศึกษาอักขระขอม เรียนพระธรรม ฝึกสมาธิภาวนา และค่อย ๆ ซึมซับสายวิชาจากการใกล้ชิดพระอาจารย์
การถ่ายทอดในลักษณะนี้แตกต่างจากการเรียนแบบตำรา เพราะวิชาหลายแขนงโดยเฉพาะด้านกรรมฐานและพุทธาคมจำเป็นต้องอาศัยการสังเกต การรับใช้ และการถูกทดสอบจิตใจเป็นเวลานาน ผู้ใดไม่มีความอดทนหรือไม่มีศรัทธาเพียงพอ ย่อมไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่เนียมให้เข้าถึงวิชาชั้นลึกได้ง่าย ศิษย์ที่เข้ามาศึกษาจึงมิได้มีเฉพาะชาวสุพรรณบุรี หากกระจายมาจากเมืองโดยรอบ ทั้งพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ชัยนาท สิงห์บุรี และพระภิกษุจากกรุงเทพมหานครก็ยังเดินทางมาศึกษาด้วย เนื่องจากกิตติศัพท์เรื่องภูมิธรรมและความเข้มขลังของหลวงปู่เนียมแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์ใกล้ชิดและผู้รับการถ่ายทอดโดยตรง
จากคำบอกเล่าและรายนามที่ปรากฏในเอกสารท้องถิ่น พบว่าหลวงปู่เนียมมีศิษย์ใกล้ชิดจำนวนมาก ทั้งในเพศบรรพชิตและฆราวาส ศิษย์เหล่านี้ทำหน้าที่แตกต่างกัน บางรูปเป็นผู้ศึกษาพระธรรมวินัย บางรูปมุ่งด้านกรรมฐาน บางคนรับหน้าที่ช่วยงานก่อสร้างและดูแลกิจการวัด ขณะที่บางคนได้รับการถ่ายทอดวิชาพุทธาคมโดยเฉพาะในหมู่พระภิกษุ มีพระลูกศิษย์หลายรูปที่ภายหลังเติบโตขึ้นเป็นเจ้าอาวาสหรือพระเกจิประจำท้องถิ่น และนำแนวทางของหลวงปู่เนียมไปเผยแพร่ต่อยังวัดต่าง ๆ แม้ชื่อเสียงของบางรูปจะไม่ปรากฏแพร่หลายในเอกสาร แต่ร่องรอยของอักขระยันต์ บทสวด และรูปแบบการลงตะกรุดในหลายสำนักของภาคกลาง ล้วนแสดงความคล้ายคลึงกับสายวัดน้อยอย่างน่าสนใจ ในฝ่ายฆราวาส หลวงปู่เนียมก็มีลูกศิษย์ที่เป็นกำลังสำคัญจำนวนมาก ทั้งชาวนา พ่อค้า คหบดีท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชการหัวเมือง ผู้คนเหล่านี้มิได้มาหาท่านเพียงเพื่อขอของขลัง แต่ยังเข้ามาช่วยอุปถัมภ์งานบูรณะวัด ช่วยจดจำคำสอน และถ่ายทอดเรื่องราวของท่านออกไปสู่ชุมชนภายนอก จึงอาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีเครือข่ายฆราวาสผู้ศรัทธาอย่างเข้มแข็ง ชื่อเสียงของหลวงปู่เนียมคงไม่แผ่ไกลได้มากเช่นนั้น
การถ่ายทอดวิชาที่เน้นคุณธรรมก่อนอาคม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้สายวิชาของหลวงปู่เนียมได้รับการยกย่อง คือท่านมิได้ถ่ายทอดอาคมให้ใครโดยง่าย แม้ผู้มาฝากตัวจะมีศรัทธาแรงกล้าเพียงใด แต่หากยังขาดความอดทน ขาดศีล หรือยังมีนิสัยโอ้อวด ท่านก็มักให้เพียงการฝึกพื้นฐานและให้รับใช้วัดไปก่อน ศิษย์หลายคนเล่าตรงกันว่า หลวงปู่เนียมจะทดสอบคนอยู่เสมอ บางครั้งใช้ให้ทำงานหนัก บางครั้งแกล้งดุ บางครั้งให้เฝ้าสมาธิกลางคืนเป็นเวลานาน จุดประสงค์มิใช่เพื่อกดขี่ แต่เพื่อดูว่าผู้เรียนมีจิตใจมั่นคงพอหรือไม่ เพราะในทัศนะของท่าน ผู้มีวิชาแต่ขาดศีลธรรมย่อมเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น
ดังนั้นลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดอย่างแท้จริงจึงมักเป็นผู้ที่ผ่านการพิสูจน์ความอดทนมาแล้ว และสิ่งที่ได้รับมิใช่เพียงบทคาถา หากรวมถึงแนวคิดสำคัญว่า วิชาคือเครื่องสงเคราะห์ มิใช่เครื่องยกตน หลักคิดนี้ทำให้สายวิชาหลวงปู่เนียมแตกต่างจากสำนักที่เน้นความขลังเพื่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์
คำบอกเล่าที่ทำให้ภาพของหลวงปู่เนียมชัดเจนขึ้น
เรื่องราวของหลวงปู่เนียมที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันจำนวนมาก มิได้มาจากบันทึกเอกสารราชการโดยตรง แต่มาจากความทรงจำของศิษย์และชาวบ้านที่เล่าต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า คำบอกเล่าเหล่านี้แม้จะมีลักษณะเป็นประวัติศาสตร์มุขปาฐะ แต่กลับมีคุณค่าสูงมาก เพราะช่วยให้เราเห็นภาพชีวิตประจำวัน บุคลิก และวิธีสอนของท่านอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนเล่าว่าหลวงปู่เนียมเป็นพระพูดน้อย ไม่ชอบโอ้อวดวิชา แต่เมื่อจะสอนสิ่งใดจะพูดด้วยถ้อยคำหนักแน่นจนไม่มีใครกล้าละเลย บางคนเล่าว่าท่านดุศิษย์มากในยามฝึกวินัย แต่เมื่อศิษย์เจ็บป่วยกลับเป็นผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด บางคนจดจำเพียงรอยยิ้มบาง ๆ และสายตาที่นิ่งสงบของท่านได้ตลอดชีวิต
บทที่ ๖ วัตถุมงคลและพุทธคุณอันเลื่องชื่อ : มรดกแห่งศรัทธาที่สืบทอดผ่านกาลเวลา
นอกเหนือจากชื่อเสียงด้านภูมิธรรม วัตรปฏิบัติ และอภินิหารที่เล่าขานกันอย่างกว้างขวางแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ แห่งวัดน้อย เป็นที่รู้จักจวบจนปัจจุบัน คือเรื่องของวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่สร้างขึ้นในสมัยของท่าน ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่วไปและในวงการพระเครื่องว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณสูงส่ง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า หลวงปู่เนียมมิได้เป็นพระเกจิที่มุ่งสร้างวัตถุมงคลเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียง เนื่องจากการสร้างวัตถุมงคลของท่านมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การสงเคราะห์ญาติโยม ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นสัญลักษณ์แทนคำอวยพรแห่งเมตตาจิตจากพระอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพ
เจตนารมณ์แห่งการสร้างวัตถุมงคล
ในยุคสมัยของหลวงปู่เนียม ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การเดินทางทางน้ำที่เสี่ยงอันตราย ภัยจากโจรผู้ร้าย สัตว์มีพิษ รวมถึงความเชื่อเรื่องภูตผีและคุณไสยที่ฝังแน่นในสังคมไทย วัตถุมงคลจึงมิใช่เพียงของสะสม แต่เป็นกำลังใจที่ผู้คนใช้ยึดเหนี่ยวตนเองยามเผชิญความหวาดหวั่น
หลวงปู่เนียมเข้าใจสภาพจิตใจของชาวบ้านเป็นอย่างดี ท่านจึงเมตตาจัดสร้างพระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่มาขอความคุ้มครอง โดยมิได้คิดมูลค่าเป็นการค้า หากญาติโยมถวายปัจจัย ท่านก็มักนำเข้าสู่การบูรณะวัดหรือใช้ในกิจการพระศาสนา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพระอาจารย์กับชุมชน ซึ่งยิ่งทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในพุทธคุณมากเป็นพิเศษ
พระเนื้อชินและพระพิมพ์ยอดนิยม
วัตถุมงคลที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดของหลวงปู่เนียม คือพระเนื้อชิน ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมกันของโลหะหลายชนิด เช่น ดีบุก ตะกั่ว เงิน สังกะสี ทองแดง พระเนื้อชินของหลวงปู่เนียมนั้นมีหลากหลายพิมพ์ โดยเฉพาะพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นพระนั่งสมาธิขนาดเล็ก เนื้อโลหะเก่าแก่ ผิวปรากฏคราบไขขาวหรือสนิมชินตามกาลเวลา พระเหล่านี้ได้รับการยกย่องในวงการสะสมว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องสายสุพรรณบุรีที่หายากและมีคุณค่าทางพุทธศิลป์สูง
นอกจากพระเนื้อชินแล้ว ยังมีพระเนื้อผงและพระพิมพ์กดจากแม่พิมพ์พื้นบ้านซึ่งเชื่อกันว่าหลวงปู่เนียมได้ปลุกเสกในวาระต่าง ๆ เพื่อแจกให้ญาติโยมที่มาทำบุญ วัตถุมงคลเหล่านี้แม้รูปลักษณ์จะมิได้เหมือนแบบงานสมัยใหม่ แต่กลับมีเสน่ห์จากความเรียบง่ายดั้งเดิม และได้รับความนิยมอย่างยิ่งในหมู่ผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่นในหลวงปู่เนียม
ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางสายคุ้มครอง
อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือเครื่องรางประเภทตะกรุดและผ้ายันต์ หลวงปู่เนียมมีความเชี่ยวชาญด้านอักขระขอมและการลงอักขระยันต์เป็นอย่างมาก ตะกรุดของท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเข้มขลังทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตามหานิยม
ตะกรุดที่สร้างโดยหลวงปู่เนียมมักใช้แผ่นโลหะจารมือ ม้วนอย่างประณีต แล้วปลุกเสกด้วยสมาธิจิตและบทบริกรรมเฉพาะสายวิชา ขณะที่ผ้ายันต์ของท่านนิยมเขียนด้วยหมึกหรือดินสอพองลงบนผ้าดิบ มีทั้งยันต์กันภัย ยันต์กันคุณไสย และยันต์เมตตาค้าขาย ซึ่งชาวบ้านนิยมพกติดตัวหรือแขวนไว้ในเรือน
นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางประเภทลูกอม หมากทุย หรือชิ้นวัตถุเล็ก ๆ ที่ผ่านการเสกจากหลวงปู่เนียม ซึ่งหลายชิ้นถูกเก็บรักษาเป็นมรดกตกทอดภายในครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน
พุทธคุณที่ผู้คนกล่าวขาน
สิ่งที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมได้รับความนิยมอย่างยาวนาน มิใช่เพียงความเก่าแก่หรือความหายาก หากเกิดจากคำบอกเล่าประสบการณ์ของผู้ใช้จำนวนมากที่เชื่อว่าของจากท่านมีพุทธคุณเด่นชัด โดยเฉพาะด้านแคล้วคลาดจากอันตรายและคุ้มครองชีวิต
มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับชาวเรือที่ล่องเรือฝ่าพายุแต่รอดชีวิตเพราะพกตะกรุดหลวงปู่เนียม ชาวนาที่ถูก งูกัดแต่เชื่อว่าพิษไม่กำเริบหนักเพราะมีผ้ายันต์ติดตัว หรือผู้เดินทางกลางคืนที่เผชิญโจรผู้ร้ายแต่กลับปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องราวเหล่านี้แม้จะอยู่ในลักษณะประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่เมื่อมีจำนวนมากและสอดคล้องกันในสาระสำคัญ ก็ยิ่งทำให้พุทธคุณของวัตถุมงคลสายวัดน้อยได้รับการยอมรับมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีผู้ศรัทธาจำนวนมากเชื่อว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่พกติดตัวมักรู้สึกว่าการเจรจาค้าขายราบรื่น ผู้คนเอ็นดูช่วยเหลือ หรือเมื่อต้องเข้าพบผู้ใหญ่ก็มักได้รับความเมตตา สิ่งเหล่านี้ทำให้วัตถุมงคลของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงสายคงกระพันเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการเสริมกำลังใจในชีวิตประจำวันด้วย
คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวงการพระเครื่อง
เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ยุคปัจจุบัน วัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมได้ก้าวจากการเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวของชาวบ้าน มาเป็นวัตถุทางศรัทธาที่นักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศให้ความสนใจอย่างสูง พระเนื้อชิน ตะกรุด และผ้ายันต์แท้จากสายวัดน้อยกลายเป็นของหายาก มีการศึกษาพิมพ์ทรง เนื้อหา มวลสาร และรอยจารกันอย่างจริงจังในวงการนักสะสมพระเครื่อง
การที่วัตถุมงคลของท่านยังคงได้รับความนิยมหลังจากเวลาผ่านมากว่าร้อยปี แสดงให้เห็นว่าศรัทธาที่ผู้คนมีต่อหลวงปู่เนียมมิได้เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้ามวัตถุมงคลเหล่านี้กลับกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักประวัติของท่านและหันกลับมาศึกษาคำสอนกับปฏิปทาของท่านมากขึ้น ดังนั้นวัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมจึงมิใช่เพียงวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำหรับคุ้มครองตน หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ ชุมชน และศรัทธาของสังคมไทยในอดีต
บทที่ ๗ มรณกาลและคุณูปการที่คงอยู่ : การดับสังขารของพระเถราจารย์ผู้เป็นที่พึ่งแห่งลุ่มน้ำท่าจีน
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายชีวิต หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ได้กลายเป็นพระเถราจารย์ผู้มีอายุพรรษาสูง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง วัดน้อยในยุคนั้นมิได้เป็นเพียงวัดประจำชุมชน แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนจากหลากหลายเมืองต่างเดินทางมาขอพร ขอคำปรึกษา และฝากตัวเป็นศิษย์อย่างไม่ขาดสาย แม้อายุของท่านจะมากขึ้นตามลำดับ แต่คำบอกเล่าจากศิษย์ใกล้ชิดระบุว่าหลวงปู่เนียมยังคงรักษาวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ละเลยการทำสมาธิภาวนา ไม่ทอดทิ้งการสั่งสอนศิษย์ และยังคงเมตตารับญาติโยมที่มาหาเสมอ ท่านมิได้แสดงอาการยึดติดในชื่อเสียงหรือความยิ่งใหญ่ของตน ตรงกันข้ามกลับยิ่งสงบ นิ่ง และปล่อยวางมากขึ้นตามวัยวุฒิ
ช่วงบั้นปลายชีวิตนี้เองที่ศรัทธาของผู้คนมีต่อท่านเพิ่มพูนถึงขีดสุด เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว หลวงปู่เนียมมิใช่เพียงพระอาจารย์ หากเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่คอยคุ้มครองชุมชนทั้งด้านจิตใจและความเชื่อ ผู้คนจำนวนมากนิยมมากราบท่าน เพียงเพื่อขอนั่งใกล้ ๆ รับฟังถ้อยคำสั้น ๆ หรือแม้เพียงมองเห็นท่านก็รู้สึกอุ่นใจ
อย่างไรก็ตาม สังขารย่อมเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ แม้ผู้มีภูมิธรรมสูงเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความแก่ชราและความเสื่อมสลายได้ หลวงปู่เนียมเริ่มมีอาการอาพาธตามวัย แต่ท่านมิได้แสดงความทุกข์ร้อนหรือวิตกกังวล กลับสอนศิษย์อยู่เสมอให้มองความเจ็บไข้เป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ ๕ และให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงเป็นสำคัญ โดยมีคำบอกเล่าจากลูกศิษย์ที่ดูแลท่านว่า ก่อนมรณภาพนั้นหลวงปู่เนียมยังคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจาเตือนสติศิษย์ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย มิได้มีความหวั่นไหวต่อความตายแต่อย่างใด ภาพของพระเถราจารย์ผู้ชราภาพแต่ยังสงบนิ่งนี้สร้างความประทับใจแก่ศิษย์ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงธรรมด้วยชีวิตจริงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติธรรมย่อมพร้อมเผชิญความดับไปของสังขารอย่างไม่หวาดหวั่น
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ สิริอายุประมาณ ๘๐ ปี นับเป็นการปิดฉากชีวิตของพระเถราจารย์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและลุ่มน้ำท่าจีนมาอย่างยาวนาน ข่าวการมรณภาพของท่านสร้างความโศกเศร้าแก่ชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ผู้คนจำนวนมากจากต่างถิ่นต่างรีบเดินทางมาวัดน้อยเพื่อกราบลาสรีระของท่านเป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศภายในวัดในช่วงนั้นถูกเล่าขานว่าเต็มไปด้วยความอาลัย เนื่องจากหลวงปู่เนียมเป็นผู้ที่พวกเขาพึ่งพามาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะยามเจ็บป่วย ยามเกิดปัญหาครอบครัว หรือยามต้องการกำลังใจ การจากไปของท่านจึงมิใช่เพียงการสิ้นพระเถระรูปหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียศูนย์รวมจิตใจของชุมชน
ภายหลังการมรณภาพ สรีรสังขารและอัฐิธาตุของหลวงปู่เนียมได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในวัดน้อย ศิษยานุศิษย์ยังคงเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เรื่องราวคำสอน อภินิหาร และประสบการณ์จากวัตถุมงคลก็ยิ่งถูกเล่าขานมากขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าการดับสังขารของท่านมิได้ทำให้ศรัทธาลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับทำให้ผู้คนยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ท่านได้สร้างไว้
บทสรุป
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ : พระเถราจารย์ผู้ฝากรอยธรรมไว้เหนือกาลเวลา
เมื่อพิจารณาชีวิตของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ อย่างรอบด้าน จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิได้มีความสำคัญเพียงในฐานะพระเกจิอาจารย์ผู้มีวัตถุมงคลโด่งดัง หากแต่เป็นพระเถราจารย์ผู้มีบทบาทครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การปฏิบัติธรรม การพัฒนาวัด การสร้างศิษย์ และการสงเคราะห์ประชาชนในยุคสมัยที่สังคมไทยยังต้องพึ่งพาวัดเป็นศูนย์กลางชีวิต
บารมีของท่านมิได้เกิดจากการแสดงอิทธิฤทธิ์ หากเกิดจากความสม่ำเสมอแห่งวัตรปฏิบัติ ความเมตตาที่มอบให้แก่ทุกชีวิต ความรู้ที่ถ่ายทอดแก่ศิษย์ และความจริงใจในการสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เรื่องอภินิหารของท่านได้รับการเชื่อถือ เพราะมีรากฐานจากชีวิตที่น่าเคารพอย่างแท้จริง แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ แต่ชื่อของหลวงปู่เนียมยังคงได้รับการกล่าวถึงทั้งในฐานะพระวิปัสสนาจารย์ พระเกจิผู้ทรงพุทธาคม และครูบาอาจารย์ต้นสายของภาคกลาง วัดน้อยยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนเดินทางไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย ขณะที่วัตถุมงคลและเรื่องเล่าของท่านยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ มิได้เป็นเพียงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น หากเป็นหนึ่งในพระเถราจารย์ผู้ฝากรอยธรรม รอยศรัทธา และร่องรอยแห่งคุณูปการไว้ในพระศาสนาของไทยอีกด้วย
การรับรู้ของผู้คนในปัจจุบันนั้น ชื่อของวัดน้อยจะผูกพันเชื่อมโยงกับนามของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ จนผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหลวงปู่เนียมเป็นผู้ก่อสร้างวัดแห่งนี้ แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุภายในวัดแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าวัดน้อยมีความเก่าแก่มากกว่าสมัยหลวงปู่เนียม โดยสามารถสันนิษฐานได้ว่าวัดน้อยอาจสร้างขึ้นในราวปลายกรุงศรีอยุธยา
หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนข้อสันนิษฐานดังกล่าว คือ วิหารโบราณหลังเก่า ซึ่งแม้ในภายหลังจะมีสภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ยังคงแสดงให้เห็นรูปแบบการก่อสร้างแบบอยุธยาตอนปลายอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของอิฐที่ใช้ก่อ ซึ่งมีลักษณะใหญ่ หนา และยาวกว่างานก่อสร้างสมัยหลัง ผนังวิหารที่ก่อทึบแข็งแรง มีหน้าต่างน้อย และมีลักษณะคล้าย “โบสถ์มหาอุตม์” คือ มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวตามความเชื่อเรื่องการเก็บพลังแห่งการภาวนา ภายในวิหารยังเคยประดิษฐานพระประธานปูนปั้นศิลปะอยุธยา รวมถึงพระพุทธรูป หินทรายขาวและหินทรายแดง ศิลปะอู่ทองอีกหลายองค์ หลักฐานเหล่านี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าวัดน้อยเป็นวัดที่มีรากฐานยาวนาน และน่าจะเคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนในอดีต
ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเผชิญภาวะสงคราม โดยเฉพาะภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วนั้น พื้นที่หลายแห่งในภาคกลางต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนัก ชุมชนถูกทิ้งร้าง ผู้คนล้มตายและถูกกวาดต้อน ทำให้วัดวาอารามจำนวนมากขาดการดูแล วัดน้อยซึ่งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนซึ่งเป็นจุดเส้นทางเดินทัพสำคัญจึงอาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน จากคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่กล่าวว่า วัดน้อยเคยอยู่ในสภาพรกร้างเป็นเวลานาน ศาสนสถานชำรุดเสียหายพังทลาย มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ และมีเพียงชาวบ้านบางกลุ่มเท่านั้นที่ยังคงเข้ามาจุดธูปบูชาหรือใช้เป็นที่พักเรือในยามสัญจรผ่าน เนื่องจากยังเชื่อกันว่าสถานที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นวัดเก่าแก่ที่ยังให้ความเคารพบูชา
นอกจากนั้น ยังมีการเล่าขานของผู้คนในพื้นที่เกี่ยวกับนามของผู้สร้างวัดว่า ผู้สร้างอาจเป็นทหารในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้มีบรรดาศักดิ์ว่า “กรมหมื่นน้อย” สันนิษฐานว่าเป็นที่มาของชื่อวัดในระยะแรก ก่อนที่ชื่อดังกล่าวจะค่อย ๆ ถูกเรียกจนเหลือเพียง “วัดน้อย” ตามสำเนียงชาวบ้าน แม้จะไม่มีหลักฐานเอกสารยืนยันโดยตรง แต่เรื่องเล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าวัดแห่งนี้ฝังรากอยู่ในความทรงจำของชุมชนมาอย่างยาวนาน
ต่อมาวัดน้อยเริ่มกลับคืนสู่ความมีชีวิตชีวาอีกครั้งในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ซึ่งได้ออกเดินทางไปศึกษาพระธรรมและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในพระนครนานกว่าสองทศวรรษ เดินทางกลับมายังบ้านเกิด และได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ในเวลานั้นวัดน้อยยังขาดทั้งกำลังคน งบประมาณ และผู้นำ การมาของหลวงปู่เนียมจึงเป็นการบูรณะฟื้นฟูวัดเก่าให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ทั้งนี้ด้วยความเป็นพระสงฆ์ผู้มีภูมิธรรม มีความรู้แตกฉานทั้งด้านพระปริยัติธรรมและกรรมฐาน อีกทั้งมีบุคลิกเรียบง่ายน่าเคารพ หลวงปู่เนียมจึงสามารถรวบรวมแรงศรัทธาจากชาวบ้านในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
การบูรณะวัดในสมัยหลวงปู่เนียมนั้นมิได้เป็นเพียงการซ่อมแซมอาคารเก่าเท่านั้น แต่เป็นการฟื้นฟู ทั่วบริเวณวัด ท่านจัดสร้างกุฏิสำหรับพระภิกษุ สร้างศาลาจตุรมุข เพื่อใช้ประกอบศาสนกิจ สร้างพระอุโบสถให้มีความมั่นคงถาวร รวมถึงวางพัทธสีมาโดยรอบ เพื่อกำหนดเขตสังฆกรรมอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย การสร้างศาสนสถานเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การเป็นพระนักพัฒนาของหลวงปู่เนียม
นอกจากนี้สำคัญอีกอย่าง คือหลวงปู่เนียมได้ยกระดับวัดน้อยให้กลายเป็นสำนักเรียนทางพระพุทธศาสนา ท่านเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรจากท้องถิ่นต่าง ๆ เข้ามาศึกษาพระธรรม อักขระขอม การสวดมนต์ วิปัสสนากรรมฐาน ตลอดจนพุทธาคมสายสมาธิ ทำให้วัดน้อยจากเดิมที่เป็นเพียงวัดท้องถิ่นที่เงียบสงบ กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งของพื้นที่สุพรรณบุรีในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้มีคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่ว่า บริเวณวิหารโบราณภายในวัดน้อย ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติภาวนาของหลวงปู่เนียมอย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านจำนวนมากเชื่อว่าวิหารหลังนี้เป็นสถานที่ที่หลวงปู่เนียมใช้เจริญสมาธิจนบรรลุภูมิธรรมขั้นสูงอีกด้วย กล่าวได้ว่า ด้วยบารมี ความสามารถ และความเพียรของหลวงปู่เนียม ส่งผลให้วัดน้อยได้รับการฟื้นคืนกลับมาเป็นทั้งศูนย์กลางศาสนา สำนักวิปัสสนา และอนุสรณ์แห่งศรัทธาของชาวลุ่มน้ำท่าจีน
บทที่ ๒ ชาติภูมิและเส้นทางแห่งสมณเพศ : รากฐานชีวิตของพระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๒ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงเวลานั้นบ้านเมืองกำลังอยู่ในระยะฟื้นตัวจากเหตุการณ์สงคราม โดยส่วนกลางหรือพระนครมีความมั่นคงทางการปกครองมาก แต่ในบริเวณหัวเมืองต่าง ๆ รวมถึงสุพรรณบุรีก็ยังคงเป็นพื้นที่สังคมเกษตรกรรมที่เรียบง่าย การคมนาคมยังมีความยากลำบาก ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำลำคลองเป็นสำคัญ
หลวงปู่เนียม ได้ถือกำเนิดที่บ้านป่าพฤกษ์ ตำบลตะค่า อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี อันเป็นชุมชนเก่าแก่ริมน้ำที่ผู้คนประกอบอาชีพทำนา ทำสวน และค้าขาย บิดาของท่านเป็นชาวบ้านซ่อง ตำบลมดแดง อำเภอศรีประจันต์ ส่วนมารดาของท่านเป็นชาวบ้านป่าพฤกษ์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวของท่านเป็นชาวบ้านทั่วไปที่มีความขยันขันแข็ง มีความซื่อสัตย์ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด
สำหรับในครอบครัวของหลวงปู่เนียมนั้น ท่านเป็นบุตรคนที่สองของพี่น้องร่วมสายโลหิตหลายคน โดยมีพี่สาวคนโตชื่อ จาด การเติบโตในครอบครัวในชนบททำให้ท่านได้สัมผัสกับความยากลำบากของชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ ทั้งการช่วยงานบ้าน การเห็นบิดามารดาตรากตรำทำมาหากิน และการเรียนรู้ที่จะอดทนต่อความไม่สะดวกสบายต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้หลวงปู่เนียมมีนิสัยสมถะ มัธยัสถ์ และไม่ยึดติดกับความฟุ้งเฟ้อ
โดยสังคมไทยในอดีตนั้น วัดถือเป็นศูนย์กลางของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถานที่อบรมศีลธรรม หรือที่พึ่งทางจิตใจของชุมชน ครอบครัวชาวบ้านที่ปรารถนาให้บุตรหลานมีความรู้จึงนิยมส่งเด็กชายเข้าไปเป็นลูกศิษย์วัด เพื่อศึกษาอักขระและรับการฝึกฝนระเบียบวินัย หลวงปู่เนียมเองก็เป็นหนึ่งในเด็กชายเหล่านั้น
เมื่อหลวงปู่เนียมมีอายุพอสมควร บิดามารดาจึงนำท่านไปฝากไว้กับพระอาจารย์ในวัดใกล้บ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นวัดป่าพฤกษ์หรือวัดตะค่า ท่านจึงดำเนินชีวิตตามแบบลูกศิษย์วัด คือ นอนวัด กินข้าววัด ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อช่วยกวาดลานวัด ตักน้ำ หุงหาอาหาร ปรนนิบัติพระภิกษุ และในช่วงเวลาว่างจึงได้เรียนหนังสือไทย หนังสือขอม รวมถึงการท่องบทสวดมนต์และภาษาบาลี
ทั้งนี้การเป็นลูกศิษย์วัดในอดีตนั้นมิใช่เรื่องสะดวกสบาย แต่ต้องอดทนต่อความเคร่งครัดและระเบียบวินัยอย่างมาก แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้หลวงปู่เนียมค่อย ๆ ซึมซับความสงบ ความอดกลั้น และความเคารพในพระธรรมวินัยเข้าสู่จิตใจตั้งแต่วัยเยาว์ โดยท่านเป็นผู้มีความจำดี ใฝ่เรียนรู้ และมีความสนใจในเรื่องอักขระขอมกับบทสวดคาถาเป็นพิเศษ จนได้รับความเอ็นดูจากพระอาจารย์ผู้สอนเป็นอย่างมาก
นอกจากความรู้ด้านตัวหนังสือแล้ว ชีวิตในวัดยังทำให้หลวงปู่เนียมได้ใกล้ชิดกับการสวดมนต์ การนั่งสมาธิ และการฟังธรรมเทศนาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนับเป็นการวางรากฐานทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการศึกษาแบบ สามัญทั่วไป หลวงปู่เนียมจึงมิได้เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อ่านออกเขียนได้ แต่เติบโตขึ้นพร้อมกับความศรัทธาที่มั่นคงและพร้อมที่จะอุทิศชีวิตให้แก่พระพุทธศาสนา
ต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ท่านเริ่มมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระธรรมในระดับสูงขึ้น การเรียนในวัดบ้านเกิดไม่อาจตอบสนองความต้องการด้านวิปัสสนาธุระและพระปริยัติธรรมขั้นสูงได้ ดังนั้นหลวงปู่เนียมจึงตัดสินใจติดตามพระอาจารย์ผู้ใหญ่เดินทางเข้าสู่พระนคร ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นศูนย์รวมพระเถราจารย์ผู้ทรงภูมิธรรมและเป็นแหล่งวิชาการสำคัญของสยาม ในการเดินทางจากสุพรรณบุรีสู่พระนครในสมัยนั้นไม่สะดวกสบายและใช้เวลายาวนาน ต้องอาศัยเรือล่องตามแม่น้ำท่าจีนหลายวัน แต่การตัดสินใจออกจากบ้านเกิดครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเด็ดเดี่ยวของหลวงปู่เนียม ด้วยความศรัทธาและความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
เมื่อหลวงปู่เนียมอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นวัยที่กุลบุตรนิยมเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ หลวงปู่เนียมจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยสันนิษฐานว่าท่านน่าจะได้รับการอุปสมบท ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ อันเป็นพระอารามหลวงและเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในขณะนั้น การอุปสมบทของหลวงปู่เนียมจึงมิใช่เพียงการบวชตามประเพณีเพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดา หากเป็นจุดเริ่มต้นของการอุทิศชีวิตอย่างแท้จริง หลังจากครองสมณเพศแล้วนั้น ท่านใช้เวลายาวนานกว่า ๒๐ พรรษาในการศึกษาค้นคว้าพระธรรมอย่างจริงจัง โดยตลอดระยะเวลานั้น หลวงปู่เนียมได้จำพรรษาและศึกษาอยู่ในสำนักสำคัญหลายแห่งของพระนคร อาทิ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดระฆังโฆสิตาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดพระพิเรนทร์ ซึ่งสำนักเรียนแต่ละแห่งต่างมีชื่อเสียงเฉพาะทาง ทั้งด้านพระปริยัติธรรม วิปัสสนากรรมฐาน อักขระขอม และวิทยาคม
ในสมัยนั้น พระภิกษุผู้ปรารถนาจะเป็นพระคณาจารย์ที่สมบูรณ์จำเป็นต้องเรียนทั้ง “คันถธุระ” คือความรู้ด้านพระไตรปิฎก บทสวด และอรรถธรรม กับ “วิปัสสนาธุระ” คือการฝึกจิต สมาธิ และการภาวนา หลวงปู่เนียมสามารถศึกษาได้อย่างแตกฉานทั้งสองด้าน อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการฝึกกสิณและฌานสมาบัติ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความเพียร และกำลังใจอย่างยิ่ง
มีข้อสันนิษฐานว่า ในช่วงเวลานี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆังโฆสิตาราม มีชื่อเสียงอย่างมากในพระนคร จึงมีความเป็นไปได้ว่าหลวงปู่เนียมจะได้รับอิทธิพลแนวคิด การสอนธรรม และเมตตาธรรมจากสายสมเด็จโต ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมในเวลาต่อมาผู้คนจำนวนมากจึงนิยมยกย่องท่านว่าเป็น “สมเด็จโตแห่งเมืองสุพรรณ”
ตลอดระยะเวลาการศึกษาอันยาวนานนี้ หลวงปู่เนียมได้หล่อหลอมตนเองจนกลายเป็นพระภิกษุผู้มีความพร้อมรอบด้าน ทั้งด้านภูมิรู้ ภูมิธรรม ความเข้มแข็งทางจิต และวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด ซึ่งล้วนเป็นเสบียงสำคัญก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ เพื่อรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูวัดน้อยและเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของชาวสุพรรณบุรีในกาลต่อมา
บทที่ ๓ ปฏิปทาอันงดงามและสายวิชาอันลึกซึ้ง : รากฐานแห่งบารมีหลวงปู่เนียม
ภายหลังจากหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ใช้เวลาศึกษาพระธรรมและฝึกฝนตนเองอยู่ในพระนครยาวนานกว่าสองทศวรรษ ท่านได้เดินทางกลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิมที่จังหวัดสุพรรณบุรีพร้อมด้วยความรู้ ความสามารถ และ ภูมิธรรมที่สั่งสมอย่างเข้มข้น ต่อมาชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านมาจำพรรษาและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดน้อย ภาพของพระภิกษุผู้ทรงความรู้แตกฉานจากพระนคร ประกอบกับบุคลิกอันสุขุม สำรวม และเรียบง่าย ทำให้หลวงปู่เนียมได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ทำให้ศรัทธาของผู้คนมั่นคงยิ่งกว่าชื่อเสียงทางวิชาการ คือวัตรปฏิบัติอันงดงามซึ่งผู้คนสามารถสัมผัสได้ด้วยตนเอง
หลวงปู่เนียมเป็นพระเถราจารย์ที่ดำเนินชีวิตอย่างสมถะ กุฏิของท่านมีเพียงเครื่องใช้เท่าที่จำเป็น จีวรของท่านใช้จนเก่าไม่เปลี่ยนใหม่โดยไม่จำเป็น อาหารที่ฉันก็เป็นอาหารพื้นบ้านที่ญาติโยมถวาย มิได้เลือกฉันเฉพาะของดีมีราคา ความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายนี้ทำให้ชาวบ้านเกิดความเคารพอย่างลึกซึ้ง เพราะเห็นว่าท่านมิได้แสวงหาลาภสักการะจากศรัทธาของผู้คน ในทุกเช้าหลวงปู่เนียมยังคงออกบิณฑบาตด้วยตนเอง แม้ในช่วงเวลาที่อายุมากและ มีลูกศิษย์จำนวนมากคอยรับใช้ก็ตาม การออกบิณฑบาตของท่านมิใช่เพียงกิจของสงฆ์ แต่เป็นการลงไปพบปะรับรู้ทุกข์สุขของชาวบ้านในพื้นที่ หลวงปู่เนียมนั้นมักสอบถามความเป็นอยู่ของญาติโยม รับฟังปัญหาต่าง ๆ อย่างสงบ และให้คำเตือนสติด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง โดยระหว่างทางที่ออกบิณฑบาตนั้นหลวงปู่เนียมมักนำข้าวสารหรือเศษอาหารโปรยให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นไก่บ้าน นก หรือสุนัขจรจัด พฤติกรรมนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับชาวบ้านแล้วกลับสะท้อนให้เห็นถึงจิตเมตตาที่แผ่กว้างของท่าน ซึ่งมิได้จำกัดเพียงมนุษย์ หากรวมไปถึงสรรพชีวิตทั้งหลายภายในวัดน้อยเอง หลวงปู่เนียมเลี้ยงดูสัตว์จำนวนมาก ทั้งสุนัข แมว ไก่ และสัตว์อื่น ๆ ที่หลงเข้ามาอาศัยอยู่ในวัด มีคำเล่ากันว่ากระทั่งงูเห่าก็ยังอาศัยอยู่แถวกุฏิท่านโดยไม่มีใครกล้าทำร้าย เพราะท่านถือว่าสัตว์เหล่านี้ต่างก็มีชีวิต มีความหิว ความกลัว และความเจ็บปวดไม่ต่างจากมนุษย์ ท่านมักกล่าวกับศิษย์ว่า ผู้ปฏิบัติธรรมที่แท้จริงต้องมีเมตตาต่อทุกชีวิต ไม่ใช่มีเมตตาเฉพาะผู้ที่ให้คุณแก่ตน ความเมตตาเช่นนี้มิได้เป็นเพียงนิสัยส่วนตัว แต่เป็นผลจากการภาวนา จิตของผู้ที่ผ่านการฝึกสมาธิจนตั้งมั่นย่อมอ่อนโยน ไม่กระด้าง และสามารถรับรู้ความเป็นไปของผู้อื่นได้อย่างละเอียด นี่เองคือสิ่งที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากรู้สึกว่าเพียงได้เข้าใกล้หลวงปู่เนียมก็เกิดความสงบใจ ทั้งที่บางครั้งท่านแทบไม่ได้กล่าวคำใดมากนัก
ในด้านการสั่งสอนพระภิกษุสามเณร หลวงปู่เนียมขึ้นชื่อว่าเคร่งครัดอย่างยิ่ง ท่านให้ความสำคัญกับพระธรรมวินัยเป็นอันดับแรก ผู้ใดมาฝากตัวเป็นศิษย์จะต้องฝึกระเบียบวัตรตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย เช่น การครองจีวร การฉันอาหาร การเดินจงกรม การสำรวมอินทรีย์ ตลอดจนการท่องสวดบทสวดและศึกษาหนังสือขอมอย่างจริงจัง ท่านไม่ส่งเสริมให้ศิษย์หลงใหลในเรื่องอิทธิฤทธิ์โดยปราศจากพื้นฐานธรรม เพราะถือว่าผู้ไม่มีศีลและสมาธิ แม้มีคาถาก็ไม่อาจเกิดพุทธานุภาพที่แท้จริง
สาระสำคัญของสายวิชาหลวงปู่เนียมจึงอยู่ที่คำว่า “สมาธินำวิชา” กล่าวคือ ท่านเชื่อมั่นว่าพุทธาคมที่มีผลสัมฤทธิ์ มิได้เกิดจากการท่องจำถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยกำลังจิตที่ฝึกจนมั่นคงบริสุทธิ์ เมื่อจิตนิ่งและตั้งมั่น คำบริกรรมจึงจะเกิดอานุภาพได้ ด้วยพื้นฐานการศึกษาจากพระนคร หลวงปู่เนียมจึงมีความเชี่ยวชาญทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ สามารถสอนพระไตรปิฎก อักขระขอม บทสวดมนต์ และอธิบายหลักธรรมแก่ศิษย์ได้อย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันท่านก็ฝึกศิษย์ให้ปฏิบัติกรรมฐาน โดยเฉพาะการเพ่งกสิณธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ปฐวี อาโป เตโช และวาโย เพื่อฝึกกำลังใจให้มั่นคงไม่หวั่นไหวการฝึกในลักษณะนี้ทำให้ศิษย์ของหลวงปู่เนียมจำนวนมากมิใช่เพียงผู้ท่องคาถาเป็น แต่เป็นผู้มีสมาธิแก่กล้าจนสามารถนำวิชาไปใช้ในทางเมตตา รักษาโรค ป้องกันภัย หรือสงเคราะห์ผู้คนได้ สายวิชาของท่านจึงมีชื่อเสียงแพร่หลายไปในพื้นที่สุพรรณบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย
นอกจากนี้ หลวงปู่เนียมยังมีความรู้ลึกซึ้งในด้านอักขระยันต์ การลงตะกรุด การสร้างพระเนื้อชิน และการใช้บทสวดมนต์จากพระคัมภีร์เป็นหัวใจของพุทธาคม สิ่งที่โดดเด่นคือท่านมิได้แยกธรรมะออกจากวิชาเหมือนบางสำนัก แต่ถือว่าวิชาทุกอย่างต้องตั้งอยู่บนพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณเสมอ ดังนั้นผู้ใดคิดใช้วิชาในทางเบียดเบียนหรือโอ้อวด ย่อมไม่อาจได้รับการถ่ายทอดจากท่านอย่างแท้จริง
ด้วยภูมิธรรมที่ลึกซึ้ง ประกอบกับความรู้กว้างขวางเช่นนี้ หลวงปู่เนียมจึงได้รับการยกย่องจากพระเกจิร่วมสมัยจำนวนมาก พระภิกษุจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษากับท่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพระจากอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ หรือแม้แต่พระจากสำนักใหญ่ในพระนคร ต่างล้วนมองว่าวัดน้อยคือแหล่งวิชาที่มีความเข้มขลังและมีระเบียบการสอนที่เป็นระบบ
ผู้คนร่วมสมัยจำนวนมากจึงเปรียบหลวงปู่เนียมว่าเป็น “สมเด็จโตแห่งเมืองสุพรรณ” มิใช่เพียงเพราะชื่อเสียงด้านพุทธาคมเท่านั้น แต่เพราะท่านมีลักษณะครบถ้วนเช่นเดียวกับพระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ คือแตกฉานในพระธรรม เมตตาต่อสรรพสัตว์ ดำรงชีวิตเรียบง่าย และใช้วิชาเพื่อสงเคราะห์ผู้คนมากกว่าการอวดอ้างปาฏิหาริย์
สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้บารมีของหลวงปู่เนียมมิได้เกิดจากคำเล่าลือ แต่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติที่ผู้คนได้พบเห็นจริงทุกวัน จนเกิดศรัทธาอย่างมั่นคงและส่งต่อเรื่องราวของท่านจากรุ่นสู่รุ่นตราบจนปัจจุบัน
บทที่ ๔ อภินิหารและปาฏิหาริย์ที่เลื่องลือ : ภาพสะท้อนบารมีในความทรงจำของผู้คน
ในสังคมไทยโบราณ พระเถราจารย์ผู้ได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากประชาชนมักมิได้เป็นที่รู้จักเพียงเพราะความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยหรือความสามารถด้านการสั่งสอนธรรมเท่านั้น หากแต่เรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหาร ปาฏิหาริย์ หรือเหตุการณ์อันยากจะอธิบายด้วยสามัญวิสัย มักเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ภาพลักษณ์ของพระเกจิรูปนั้นฝังแน่นอยู่ในจิตใจผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น
สำหรับหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ แห่งวัดน้อย ก็เช่นเดียวกัน แม้ท่านจะเป็นพระผู้มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใสและแตกฉานในพระธรรมอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านขจรขจายออกไปไกลเกินขอบเขตจังหวัดสุพรรณบุรี คือคำบอกเล่าเกี่ยวกับญาณหยั่งรู้ เมตตาบารมี และเหตุการณ์เหนือความคาดหมายจำนวนมากที่เกิดขึ้นกับผู้คนซึ่งได้ใกล้ชิดท่าน
เรื่องเล่าเหล่านี้เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์ อาจไม่ใช่หลักฐานที่พิสูจน์ได้ตามแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทว่าในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงระดับศรัทธาที่ชุมชนมีต่อหลวงปู่เนียมอย่างลึกซึ้ง เพราะเรื่องอภินิหารจะไม่สามารถสืบทอดต่อกันยาวนานได้เลย หากบุคคลต้นเรื่องมิได้มีอิทธิพลทางจิตใจต่อผู้คนอย่างแท้จริง
ญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า
หนึ่งในเรื่องที่ชาวบ้านกล่าวขานมากที่สุดเกี่ยวกับหลวงปู่เนียม คือความสามารถในการรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือรู้ความเป็นไปของบุคคลที่ยังมิได้เอ่ยปากเล่า มีคำบอกเล่าสืบต่อกันว่าญาติโยมจำนวนมากที่เดินทางมาหาท่านด้วยความทุกข์ มักเพียงนั่งลงต่อหน้าโดยยังไม่ทันกราบเรียนถึงปัญหา หลวงปู่เนียมก็จะเอ่ยขึ้นก่อนเสมือนรู้ใจ
บางรายเดินทางมาด้วยความกังวลเรื่องบุตรหลานเจ็บป่วย หลวงปู่เนียมกลับกล่าวขึ้นก่อนว่า “ไม่ต้องห่วง เด็กจะพ้นคืนนี้” บางรายมาขอให้ช่วยตามหาควายหรือทรัพย์สินที่สูญหาย ท่านกลับชี้ทิศทางหรือบอกตำแหน่งคร่าว ๆ จนเมื่อกลับไปค้นหาก็พบตามนั้น เรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้ชาวบ้านเชื่อมั่นว่าท่านเป็นพระผู้มีญาณพิเศษ สามารถหยั่งรู้สิ่งที่คนทั่วไปไม่อาจล่วงรู้
แม้ในมุมมองของผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่อาจอธิบายได้ส่วนหนึ่งว่าหลวงปู่เนียมเป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตสูง เข้าใจนิสัยมนุษย์ และมีการสังเกตที่ละเอียดลึกซึ้ง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความแม่นยำของคำบอกเล่าเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่าน
เมตตาบารมีที่สัตว์ร้ายยังสงบ
อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าขานกว้างขวางคือความเมตตาบารมีของหลวงปู่เนียมซึ่งเชื่อกันว่าส่งผลแม้กระทั่งต่อสัตว์ดุร้าย ภายในบริเวณวัดน้อยในอดีตมีป่ารกชัฏและสัตว์ป่าชุกชุม โดยเฉพาะงูเห่าซึ่งชาวบ้านต่างหวาดกลัว ทว่ามีผู้พบเห็นอยู่บ่อยครั้งว่างูเห่าหลายตัวเลื้อยผ่านบริเวณกุฏิของท่านโดยไม่ทำอันตรายผู้ใด
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ศิษย์วัดแตกตื่นเพราะพบงูเห่าขนาดใหญ่ขดอยู่ใกล้บันไดกุฏิ ทุกคนต่างเตรียมหาไม้มาไล่ตี แต่หลวงปู่เนียมห้ามไว้และเดินเข้าไปใกล้อย่างสงบ ท่านเพียงกล่าวเบา ๆ ว่า “เขามาอาศัย อย่าเบียดเบียนเขา” จากนั้นงูตัวดังกล่าวก็ค่อย ๆ เลื้อยหลบเข้าพงหญ้าไปโดยไม่แสดงอาการดุร้ายแต่อย่างใด เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ชาวบ้านยิ่งเชื่อว่าจิตเมตตาของท่านมีอานุภาพถึงขั้นทำให้สัตว์ร้ายสงบลงได้
การช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยด้วยน้ำมนต์และเมตตาจิต
ในยุคที่การแพทย์ยังไม่ทั่วถึง วัดมักเป็นสถานที่พึ่งพิงของผู้คนเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ หลวงปู่เนียมจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะพระผู้ให้กำลังใจและสงเคราะห์ผู้ป่วย ชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมาขอน้ำมนต์ ผ้ายันต์ หรือให้ท่านเป่ากระหม่อมเมื่อประสบอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง
มีคำเล่าต่อกันมาหลายกรณีว่าผู้ป่วยซึ่งแพทย์พื้นบ้านรักษาไม่หาย เมื่อได้รับน้ำมนต์จากหลวงปู่เนียมแล้วกลับมีอาการทุเลาหรือฟื้นตัวอย่างน่าอัศจรรย์ โดยเฉพาะโรคไข้หนัก ไข้ป่า หรืออาการละเมอคลุ้มคลั่งซึ่งคนสมัยก่อนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับคุณไสยและสิ่งลี้ลับ
แน่นอนว่าในทางวิชาการอาจอธิบายได้ว่ากำลังใจและความเชื่อมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้ป่วยอย่างมาก แต่ในมิติของชุมชนชนบทเวลานั้น เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้หลวงปู่เนียมกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้คนจำนวนมหาศาล เพราะท่านมิใช่เพียงพระผู้สอนธรรม หากเป็นผู้เยียวยาความหวาดกลัวของชาวบ้านในยุคที่วิทยาการยังจำกัด
พลังจิตแห่งการคุ้มครองลูกศิษย์
นอกจากการสงเคราะห์ผู้ป่วยแล้ว หลวงปู่เนียมยังมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องการคุ้มครองศิษย์และญาติโยมจากภยันตราย มีผู้ที่ได้รับตะกรุด ผ้ายันต์ หรือพระเครื่องจากท่านจำนวนมากต่างเล่าว่าเมื่อต้องเดินทางไกล ล่องเรือกลางคืน หรือเข้าไปในพื้นที่อันตราย มักรอดพ้นเหตุร้ายอย่างหวุดหวิดอยู่เสมอ
บางคนประสบอุบัติเหตุเรือล่มแต่กลับว่ายน้ำขึ้นฝั่งได้โดยปลอดภัย บางคนถูกโจรดักปล้นแต่คนร้ายกลับเปลี่ยนใจหรือทำอันตรายไม่สำเร็จ เรื่องเหล่านี้เมื่อสะสมมากเข้าก็ทำให้วัตถุมงคลและของที่ระลึกจากหลวงปู่เนียมได้รับการยกย่องว่ามีพุทธคุณสูงด้านแคล้วคลาดและคงกระพัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากคำสอนของท่าน จะพบว่าหลวงปู่เนียมมิได้สนับสนุนให้ผู้คนยึดติดเพียงของขลัง ท่านมักเตือนศิษย์อยู่เสมอว่า “ของดีเพียงใด ถ้าใจชั่วก็ช่วยไม่ได้” คำกล่าวนี้สะท้อนชัดเจนว่าท่านเห็นคุณค่าของศีลธรรมและสติสัมปชัญญะเหนือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง
ความศรัทธาที่แผ่ขยายจากคำบอกเล่า
เรื่องอภินิหารของหลวงปู่เนียมมิได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่โตเพียงครั้งสองครั้ง แต่เกิดจากคำบอกเล่า เล็ก ๆ จำนวนมหาศาลจากผู้คนหลากหลายกลุ่ม ทั้งชาวนา ชาวเรือ พ่อค้า พระภิกษุ และข้าราชการท้องถิ่น เมื่อทุกคนต่างมีประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าหลวงปู่เนียมเป็นที่พึ่งได้จริง เรื่องราวเหล่านี้จึงถูกส่งต่อกันอย่างต่อเนื่อง
บทที่ ๕ สานุศิษย์ คำบอกเล่า และการสืบทอดสายวิชา : เครือข่ายแห่งศรัทธา
พระเถราจารย์ผู้ยิ่งใหญ่นั้นมิได้วัดความสำคัญกันเพียงที่ชื่อเสียงในรุ่นของตนเอง หากยังพิจารณาจาก ร่องรอยแห่งการสืบทอด ว่าท่านสามารถสร้างคน สร้างศิษย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้คงอยู่ต่อไปได้มากเพียงใด เพราะหากพระรูปหนึ่งมีเพียงกิตติศัพท์ชั่วคราว แต่ไม่มีผู้รับช่วงหรือไม่มีคำบอกเล่าที่สืบต่ออย่างเป็นระบบ ชื่อเสียงนั้นก็มักเลือนหายไปตามกาลเวลา
กรณีของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ นับว่ามีความโดดเด่นอย่างยิ่งในประเด็นนี้ เนื่องจากวัดน้อยมิได้เป็นเพียงวัดที่ชาวบ้านมากราบไหว้ขอพรเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เสมือนสำนักศึกษาขนาดใหญ่ที่รวบรวมพระภิกษุสามเณรและฆราวาสผู้ใฝ่รู้จากหลายจังหวัดให้เดินทางเข้ามาฝากตัวเป็นศิษย์อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของท่าน
วัดน้อยในฐานะสำนักเรียนทางพระพุทธศาสนา
ภายใต้การปกครองของหลวงปู่เนียม วัดน้อยมีลักษณะคล้ายสำนักเรียนแบบโบราณ กล่าวคือมิได้สอนเฉพาะการสวดมนต์หรือการท่องพระสูตร แต่เป็นสถานที่ที่ศิษย์จะต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ฝึกระเบียบวินัย ศึกษาอักขระขอม เรียนพระธรรม ฝึกสมาธิภาวนา และค่อย ๆ ซึมซับสายวิชาจากการใกล้ชิดพระอาจารย์
การถ่ายทอดในลักษณะนี้แตกต่างจากการเรียนแบบตำรา เพราะวิชาหลายแขนงโดยเฉพาะด้านกรรมฐานและพุทธาคมจำเป็นต้องอาศัยการสังเกต การรับใช้ และการถูกทดสอบจิตใจเป็นเวลานาน ผู้ใดไม่มีความอดทนหรือไม่มีศรัทธาเพียงพอ ย่อมไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากหลวงปู่เนียมให้เข้าถึงวิชาชั้นลึกได้ง่าย ศิษย์ที่เข้ามาศึกษาจึงมิได้มีเฉพาะชาวสุพรรณบุรี หากกระจายมาจากเมืองโดยรอบ ทั้งพระนครศรีอยุธยา นครปฐม สมุทรปราการ ชัยนาท สิงห์บุรี และพระภิกษุจากกรุงเทพมหานครก็ยังเดินทางมาศึกษาด้วย เนื่องจากกิตติศัพท์เรื่องภูมิธรรมและความเข้มขลังของหลวงปู่เนียมแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์ใกล้ชิดและผู้รับการถ่ายทอดโดยตรง
จากคำบอกเล่าและรายนามที่ปรากฏในเอกสารท้องถิ่น พบว่าหลวงปู่เนียมมีศิษย์ใกล้ชิดจำนวนมาก ทั้งในเพศบรรพชิตและฆราวาส ศิษย์เหล่านี้ทำหน้าที่แตกต่างกัน บางรูปเป็นผู้ศึกษาพระธรรมวินัย บางรูปมุ่งด้านกรรมฐาน บางคนรับหน้าที่ช่วยงานก่อสร้างและดูแลกิจการวัด ขณะที่บางคนได้รับการถ่ายทอดวิชาพุทธาคมโดยเฉพาะในหมู่พระภิกษุ มีพระลูกศิษย์หลายรูปที่ภายหลังเติบโตขึ้นเป็นเจ้าอาวาสหรือพระเกจิประจำท้องถิ่น และนำแนวทางของหลวงปู่เนียมไปเผยแพร่ต่อยังวัดต่าง ๆ แม้ชื่อเสียงของบางรูปจะไม่ปรากฏแพร่หลายในเอกสาร แต่ร่องรอยของอักขระยันต์ บทสวด และรูปแบบการลงตะกรุดในหลายสำนักของภาคกลาง ล้วนแสดงความคล้ายคลึงกับสายวัดน้อยอย่างน่าสนใจ ในฝ่ายฆราวาส หลวงปู่เนียมก็มีลูกศิษย์ที่เป็นกำลังสำคัญจำนวนมาก ทั้งชาวนา พ่อค้า คหบดีท้องถิ่น ตลอดจนข้าราชการหัวเมือง ผู้คนเหล่านี้มิได้มาหาท่านเพียงเพื่อขอของขลัง แต่ยังเข้ามาช่วยอุปถัมภ์งานบูรณะวัด ช่วยจดจำคำสอน และถ่ายทอดเรื่องราวของท่านออกไปสู่ชุมชนภายนอก จึงอาจกล่าวได้ว่าหากไม่มีเครือข่ายฆราวาสผู้ศรัทธาอย่างเข้มแข็ง ชื่อเสียงของหลวงปู่เนียมคงไม่แผ่ไกลได้มากเช่นนั้น
การถ่ายทอดวิชาที่เน้นคุณธรรมก่อนอาคม
สิ่งหนึ่งที่ทำให้สายวิชาของหลวงปู่เนียมได้รับการยกย่อง คือท่านมิได้ถ่ายทอดอาคมให้ใครโดยง่าย แม้ผู้มาฝากตัวจะมีศรัทธาแรงกล้าเพียงใด แต่หากยังขาดความอดทน ขาดศีล หรือยังมีนิสัยโอ้อวด ท่านก็มักให้เพียงการฝึกพื้นฐานและให้รับใช้วัดไปก่อน ศิษย์หลายคนเล่าตรงกันว่า หลวงปู่เนียมจะทดสอบคนอยู่เสมอ บางครั้งใช้ให้ทำงานหนัก บางครั้งแกล้งดุ บางครั้งให้เฝ้าสมาธิกลางคืนเป็นเวลานาน จุดประสงค์มิใช่เพื่อกดขี่ แต่เพื่อดูว่าผู้เรียนมีจิตใจมั่นคงพอหรือไม่ เพราะในทัศนะของท่าน ผู้มีวิชาแต่ขาดศีลธรรมย่อมเป็นอันตรายต่อทั้งตนเองและผู้อื่น
ดังนั้นลูกศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดอย่างแท้จริงจึงมักเป็นผู้ที่ผ่านการพิสูจน์ความอดทนมาแล้ว และสิ่งที่ได้รับมิใช่เพียงบทคาถา หากรวมถึงแนวคิดสำคัญว่า วิชาคือเครื่องสงเคราะห์ มิใช่เครื่องยกตน หลักคิดนี้ทำให้สายวิชาหลวงปู่เนียมแตกต่างจากสำนักที่เน้นความขลังเพื่อชื่อเสียงหรือผลประโยชน์
คำบอกเล่าที่ทำให้ภาพของหลวงปู่เนียมชัดเจนขึ้น
เรื่องราวของหลวงปู่เนียมที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันจำนวนมาก มิได้มาจากบันทึกเอกสารราชการโดยตรง แต่มาจากความทรงจำของศิษย์และชาวบ้านที่เล่าต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่า คำบอกเล่าเหล่านี้แม้จะมีลักษณะเป็นประวัติศาสตร์มุขปาฐะ แต่กลับมีคุณค่าสูงมาก เพราะช่วยให้เราเห็นภาพชีวิตประจำวัน บุคลิก และวิธีสอนของท่านอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนเล่าว่าหลวงปู่เนียมเป็นพระพูดน้อย ไม่ชอบโอ้อวดวิชา แต่เมื่อจะสอนสิ่งใดจะพูดด้วยถ้อยคำหนักแน่นจนไม่มีใครกล้าละเลย บางคนเล่าว่าท่านดุศิษย์มากในยามฝึกวินัย แต่เมื่อศิษย์เจ็บป่วยกลับเป็นผู้คอยดูแลอย่างใกล้ชิด บางคนจดจำเพียงรอยยิ้มบาง ๆ และสายตาที่นิ่งสงบของท่านได้ตลอดชีวิต
บทที่ ๖ วัตถุมงคลและพุทธคุณอันเลื่องชื่อ : มรดกแห่งศรัทธาที่สืบทอดผ่านกาลเวลา
นอกเหนือจากชื่อเสียงด้านภูมิธรรม วัตรปฏิบัติ และอภินิหารที่เล่าขานกันอย่างกว้างขวางแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ แห่งวัดน้อย เป็นที่รู้จักจวบจนปัจจุบัน คือเรื่องของวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังที่สร้างขึ้นในสมัยของท่าน ซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในหมู่พุทธศาสนิกชนทั่วไปและในวงการพระเครื่องว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยพุทธคุณสูงส่ง
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่า หลวงปู่เนียมมิได้เป็นพระเกจิที่มุ่งสร้างวัตถุมงคลเพื่อการเผยแพร่ชื่อเสียง เนื่องจากการสร้างวัตถุมงคลของท่านมีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การสงเคราะห์ญาติโยม ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นสัญลักษณ์แทนคำอวยพรแห่งเมตตาจิตจากพระอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพ
เจตนารมณ์แห่งการสร้างวัตถุมงคล
ในยุคสมัยของหลวงปู่เนียม ผู้คนในชนบทโดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของชีวิตอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การเดินทางทางน้ำที่เสี่ยงอันตราย ภัยจากโจรผู้ร้าย สัตว์มีพิษ รวมถึงความเชื่อเรื่องภูตผีและคุณไสยที่ฝังแน่นในสังคมไทย วัตถุมงคลจึงมิใช่เพียงของสะสม แต่เป็นกำลังใจที่ผู้คนใช้ยึดเหนี่ยวตนเองยามเผชิญความหวาดหวั่น
หลวงปู่เนียมเข้าใจสภาพจิตใจของชาวบ้านเป็นอย่างดี ท่านจึงเมตตาจัดสร้างพระเครื่อง ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางในโอกาสต่าง ๆ เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ที่มาขอความคุ้มครอง โดยมิได้คิดมูลค่าเป็นการค้า หากญาติโยมถวายปัจจัย ท่านก็มักนำเข้าสู่การบูรณะวัดหรือใช้ในกิจการพระศาสนา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสายสัมพันธ์ระหว่างพระอาจารย์กับชุมชน ซึ่งยิ่งทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึกผูกพันและเชื่อมั่นในพุทธคุณมากเป็นพิเศษ
พระเนื้อชินและพระพิมพ์ยอดนิยม
วัตถุมงคลที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดของหลวงปู่เนียม คือพระเนื้อชิน ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมกันของโลหะหลายชนิด เช่น ดีบุก ตะกั่ว เงิน สังกะสี ทองแดง พระเนื้อชินของหลวงปู่เนียมนั้นมีหลากหลายพิมพ์ โดยเฉพาะพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นพระนั่งสมาธิขนาดเล็ก เนื้อโลหะเก่าแก่ ผิวปรากฏคราบไขขาวหรือสนิมชินตามกาลเวลา พระเหล่านี้ได้รับการยกย่องในวงการสะสมว่าเป็นหนึ่งในพระเครื่องสายสุพรรณบุรีที่หายากและมีคุณค่าทางพุทธศิลป์สูง
นอกจากพระเนื้อชินแล้ว ยังมีพระเนื้อผงและพระพิมพ์กดจากแม่พิมพ์พื้นบ้านซึ่งเชื่อกันว่าหลวงปู่เนียมได้ปลุกเสกในวาระต่าง ๆ เพื่อแจกให้ญาติโยมที่มาทำบุญ วัตถุมงคลเหล่านี้แม้รูปลักษณ์จะมิได้เหมือนแบบงานสมัยใหม่ แต่กลับมีเสน่ห์จากความเรียบง่ายดั้งเดิม และได้รับความนิยมอย่างยิ่งในหมู่ผู้ศรัทธาที่เชื่อมั่นในหลวงปู่เนียม
ตะกรุด ผ้ายันต์ และเครื่องรางสายคุ้มครอง
อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันคือเครื่องรางประเภทตะกรุดและผ้ายันต์ หลวงปู่เนียมมีความเชี่ยวชาญด้านอักขระขอมและการลงอักขระยันต์เป็นอย่างมาก ตะกรุดของท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเข้มขลังทั้งด้านแคล้วคลาด คงกระพัน และเมตตามหานิยม
ตะกรุดที่สร้างโดยหลวงปู่เนียมมักใช้แผ่นโลหะจารมือ ม้วนอย่างประณีต แล้วปลุกเสกด้วยสมาธิจิตและบทบริกรรมเฉพาะสายวิชา ขณะที่ผ้ายันต์ของท่านนิยมเขียนด้วยหมึกหรือดินสอพองลงบนผ้าดิบ มีทั้งยันต์กันภัย ยันต์กันคุณไสย และยันต์เมตตาค้าขาย ซึ่งชาวบ้านนิยมพกติดตัวหรือแขวนไว้ในเรือน
นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางประเภทลูกอม หมากทุย หรือชิ้นวัตถุเล็ก ๆ ที่ผ่านการเสกจากหลวงปู่เนียม ซึ่งหลายชิ้นถูกเก็บรักษาเป็นมรดกตกทอดภายในครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน
พุทธคุณที่ผู้คนกล่าวขาน
สิ่งที่ทำให้วัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมได้รับความนิยมอย่างยาวนาน มิใช่เพียงความเก่าแก่หรือความหายาก หากเกิดจากคำบอกเล่าประสบการณ์ของผู้ใช้จำนวนมากที่เชื่อว่าของจากท่านมีพุทธคุณเด่นชัด โดยเฉพาะด้านแคล้วคลาดจากอันตรายและคุ้มครองชีวิต
มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับชาวเรือที่ล่องเรือฝ่าพายุแต่รอดชีวิตเพราะพกตะกรุดหลวงปู่เนียม ชาวนาที่ถูก งูกัดแต่เชื่อว่าพิษไม่กำเริบหนักเพราะมีผ้ายันต์ติดตัว หรือผู้เดินทางกลางคืนที่เผชิญโจรผู้ร้ายแต่กลับปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ เรื่องราวเหล่านี้แม้จะอยู่ในลักษณะประสบการณ์ส่วนบุคคล แต่เมื่อมีจำนวนมากและสอดคล้องกันในสาระสำคัญ ก็ยิ่งทำให้พุทธคุณของวัตถุมงคลสายวัดน้อยได้รับการยอมรับมากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีผู้ศรัทธาจำนวนมากเชื่อว่าวัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมโดดเด่นด้านเมตตามหานิยม ผู้ที่พกติดตัวมักรู้สึกว่าการเจรจาค้าขายราบรื่น ผู้คนเอ็นดูช่วยเหลือ หรือเมื่อต้องเข้าพบผู้ใหญ่ก็มักได้รับความเมตตา สิ่งเหล่านี้ทำให้วัตถุมงคลของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงสายคงกระพันเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการเสริมกำลังใจในชีวิตประจำวันด้วย
คุณค่าทางประวัติศาสตร์และวงการพระเครื่อง
เมื่อเวลาผ่านเข้าสู่ยุคปัจจุบัน วัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมได้ก้าวจากการเป็นเพียงเครื่องยึดเหนี่ยวของชาวบ้าน มาเป็นวัตถุทางศรัทธาที่นักสะสมพระเครื่องทั่วประเทศให้ความสนใจอย่างสูง พระเนื้อชิน ตะกรุด และผ้ายันต์แท้จากสายวัดน้อยกลายเป็นของหายาก มีการศึกษาพิมพ์ทรง เนื้อหา มวลสาร และรอยจารกันอย่างจริงจังในวงการนักสะสมพระเครื่อง
การที่วัตถุมงคลของท่านยังคงได้รับความนิยมหลังจากเวลาผ่านมากว่าร้อยปี แสดงให้เห็นว่าศรัทธาที่ผู้คนมีต่อหลวงปู่เนียมมิได้เสื่อมคลายไปตามกาลเวลา ตรงกันข้ามวัตถุมงคลเหล่านี้กลับกลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้รู้จักประวัติของท่านและหันกลับมาศึกษาคำสอนกับปฏิปทาของท่านมากขึ้น ดังนั้นวัตถุมงคลของหลวงปู่เนียมจึงมิใช่เพียงวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำหรับคุ้มครองตน หากยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ ชุมชน และศรัทธาของสังคมไทยในอดีต
บทที่ ๗ มรณกาลและคุณูปการที่คงอยู่ : การดับสังขารของพระเถราจารย์ผู้เป็นที่พึ่งแห่งลุ่มน้ำท่าจีน
เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายชีวิต หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ ได้กลายเป็นพระเถราจารย์ผู้มีอายุพรรษาสูง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง วัดน้อยในยุคนั้นมิได้เป็นเพียงวัดประจำชุมชน แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนจากหลากหลายเมืองต่างเดินทางมาขอพร ขอคำปรึกษา และฝากตัวเป็นศิษย์อย่างไม่ขาดสาย แม้อายุของท่านจะมากขึ้นตามลำดับ แต่คำบอกเล่าจากศิษย์ใกล้ชิดระบุว่าหลวงปู่เนียมยังคงรักษาวัตรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ไม่ละเลยการทำสมาธิภาวนา ไม่ทอดทิ้งการสั่งสอนศิษย์ และยังคงเมตตารับญาติโยมที่มาหาเสมอ ท่านมิได้แสดงอาการยึดติดในชื่อเสียงหรือความยิ่งใหญ่ของตน ตรงกันข้ามกลับยิ่งสงบ นิ่ง และปล่อยวางมากขึ้นตามวัยวุฒิ
ช่วงบั้นปลายชีวิตนี้เองที่ศรัทธาของผู้คนมีต่อท่านเพิ่มพูนถึงขีดสุด เพราะสำหรับชาวบ้านแล้ว หลวงปู่เนียมมิใช่เพียงพระอาจารย์ หากเป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรที่คอยคุ้มครองชุมชนทั้งด้านจิตใจและความเชื่อ ผู้คนจำนวนมากนิยมมากราบท่าน เพียงเพื่อขอนั่งใกล้ ๆ รับฟังถ้อยคำสั้น ๆ หรือแม้เพียงมองเห็นท่านก็รู้สึกอุ่นใจ
อย่างไรก็ตาม สังขารย่อมเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติ แม้ผู้มีภูมิธรรมสูงเพียงใดก็ไม่อาจหลีกพ้นความแก่ชราและความเสื่อมสลายได้ หลวงปู่เนียมเริ่มมีอาการอาพาธตามวัย แต่ท่านมิได้แสดงความทุกข์ร้อนหรือวิตกกังวล กลับสอนศิษย์อยู่เสมอให้มองความเจ็บไข้เป็นเรื่องธรรมดาของขันธ์ ๕ และให้ระลึกถึงความไม่เที่ยงเป็นสำคัญ โดยมีคำบอกเล่าจากลูกศิษย์ที่ดูแลท่านว่า ก่อนมรณภาพนั้นหลวงปู่เนียมยังคงมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ พูดจาเตือนสติศิษย์ด้วยถ้อยคำเรียบง่าย มิได้มีความหวั่นไหวต่อความตายแต่อย่างใด ภาพของพระเถราจารย์ผู้ชราภาพแต่ยังสงบนิ่งนี้สร้างความประทับใจแก่ศิษย์ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงธรรมด้วยชีวิตจริงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติธรรมย่อมพร้อมเผชิญความดับไปของสังขารอย่างไม่หวาดหวั่น
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ สิริอายุประมาณ ๘๐ ปี นับเป็นการปิดฉากชีวิตของพระเถราจารย์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาและลุ่มน้ำท่าจีนมาอย่างยาวนาน ข่าวการมรณภาพของท่านสร้างความโศกเศร้าแก่ชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ผู้คนจำนวนมากจากต่างถิ่นต่างรีบเดินทางมาวัดน้อยเพื่อกราบลาสรีระของท่านเป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศภายในวัดในช่วงนั้นถูกเล่าขานว่าเต็มไปด้วยความอาลัย เนื่องจากหลวงปู่เนียมเป็นผู้ที่พวกเขาพึ่งพามาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะยามเจ็บป่วย ยามเกิดปัญหาครอบครัว หรือยามต้องการกำลังใจ การจากไปของท่านจึงมิใช่เพียงการสิ้นพระเถระรูปหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียศูนย์รวมจิตใจของชุมชน
ภายหลังการมรณภาพ สรีรสังขารและอัฐิธาตุของหลวงปู่เนียมได้รับการเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีภายในวัดน้อย ศิษยานุศิษย์ยังคงเดินทางมากราบไหว้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เรื่องราวคำสอน อภินิหาร และประสบการณ์จากวัตถุมงคลก็ยิ่งถูกเล่าขานมากขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าการดับสังขารของท่านมิได้ทำให้ศรัทธาลดน้อยลง ตรงกันข้ามกลับทำให้ผู้คนยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่ท่านได้สร้างไว้
บทสรุป
หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ : พระเถราจารย์ผู้ฝากรอยธรรมไว้เหนือกาลเวลา
เมื่อพิจารณาชีวิตของหลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ อย่างรอบด้าน จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิได้มีความสำคัญเพียงในฐานะพระเกจิอาจารย์ผู้มีวัตถุมงคลโด่งดัง หากแต่เป็นพระเถราจารย์ผู้มีบทบาทครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา การปฏิบัติธรรม การพัฒนาวัด การสร้างศิษย์ และการสงเคราะห์ประชาชนในยุคสมัยที่สังคมไทยยังต้องพึ่งพาวัดเป็นศูนย์กลางชีวิต
บารมีของท่านมิได้เกิดจากการแสดงอิทธิฤทธิ์ หากเกิดจากความสม่ำเสมอแห่งวัตรปฏิบัติ ความเมตตาที่มอบให้แก่ทุกชีวิต ความรู้ที่ถ่ายทอดแก่ศิษย์ และความจริงใจในการสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้เรื่องอภินิหารของท่านได้รับการเชื่อถือ เพราะมีรากฐานจากชีวิตที่น่าเคารพอย่างแท้จริง แม้เวลาจะผ่านมากว่าศตวรรษ แต่ชื่อของหลวงปู่เนียมยังคงได้รับการกล่าวถึงทั้งในฐานะพระวิปัสสนาจารย์ พระเกจิผู้ทรงพุทธาคม และครูบาอาจารย์ต้นสายของภาคกลาง วัดน้อยยังคงเป็นสถานที่ที่ผู้คนเดินทางไปกราบไหว้ไม่ขาดสาย ขณะที่วัตถุมงคลและเรื่องเล่าของท่านยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นเครื่องยืนยันว่า หลวงปู่เนียม ธมฺมโชติ มิได้เป็นเพียงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรีเท่านั้น หากเป็นหนึ่งในพระเถราจารย์ผู้ฝากรอยธรรม รอยศรัทธา และร่องรอยแห่งคุณูปการไว้ในพระศาสนาของไทยอีกด้วย
ฐานข้อมูลดิจิทัลพระเกจิอาจารย์และวัตถุมงคล