แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล
หลวงปู่หลิว วัดไร่แตงทอง
Main Title Subtitle
วัดไร่แตงทองตั้งอยู่ที่ ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โดยเป็นวัดสำคัญที่พุทธศาสนิกชนเคารพเลื่อมใสของจังหวัดนครปฐม พื้นที่แวดล้อมวัดไร่แตงทองเต็มไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความสงบร่มเย็นของธรรมชาติ ในอดีตบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะที่มีป่าไผ่และป่าหญ้าปกคลุม รวมทั้งเคยเป็นป่าช้าเก่าประจำชุมชน ต่อมาหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้เล็งเห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีความสงบร่มเย็น เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม จึงมีแนวคิดพัฒนาขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ในราว พ.ศ.๒๕๒๑
ตามหลักฐานที่บันทึกไว้และคำบอกเล่าของศิษยานุศิษย์ใกล้ชิด วัดไร่แตงทองมีจุดกำเนิดจากแนวคิดของหลวงปู่หลิวและความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในละแวก โดยมีลุงชู บุญวัน กับนายกิมหล่วง เป็นผู้นำชาวบ้านหมู่ ๖ และหมู่ ๗ ช่วยกันถากถางป่า ปรับพื้นที่ จนได้ก่อตั้งเป็น "สำนักสงฆ์ไร่แตงทอง" ซึ่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดโดยสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ชื่อ "ไร่แตงทอง" นั้น หลวงปู่หลิวตั้งขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากในสมัยก่อนชาวบ้านในแถบนั้นยังไม่นิยมปลูกแตงกวา จึงหวังให้ชื่อวัดเป็นมงคลนำพาความเจริญมาสู่ท้องถิ่น
ในสมัยแรกเริ่ม วัดไร่แตงทองยังมีสภาพเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็ก เสนาสนะส่วนใหญ่สร้างด้วยวัสดุพื้นถิ่นถนนหนทางยังไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ของหลวงปู่หลิวซึ่งเห็นว่าวัดต้องเป็นทั้งสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์กลางชุมชน ท่านจึงดำเนินการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ
ถาวรวัตถุสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยหลวงปู่หลิว ได้แก่ กุฏิสงฆ์หลังแรก ศาลาการเปรียญไม้มุงสังกะสี และพระอุโบสถ ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และทำพิธีฉลองปิดทองฝังลูกนิมิตเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ปัจจุบันวัดไร่แตงทองมีเนื้อที่รวมกว่า ๓๑ ไร่ ๒ งาน อันเป็นพยานหลักฐานแห่งความทุ่มเทของหลวงปู่หลิวอย่างแท้จริง
นอกจากวัดไร่แตงทองแล้ว หลวงปู่หลิวยังได้สร้างและบูรณะวัดวาอารามในหลายจังหวัด เช่น วัดท่าเสา วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี วัดไทรทองพัฒนา ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย วัดหนองอ้อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน รวมถึงสำนักสงฆ์ประชาสามัคคี อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และสถานีอนามัยบ้านไร่แตงทอง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานเปิด สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนสะท้อนปณิธานอันแน่วแน่ของหลวงปู่หลิวที่ตั้งใจไว้ว่าจะสร้างเสนาสนะเพื่อพระศาสนา
ในด้านการพัฒนาพระศาสนาและชุมชน วัดไร่แตงทองได้เป็นศูนย์กลางศรัทธาของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน หรือฮ่องกง ต่างเดินทางมาพึ่งบารมีและสักการะหลวงปู่หลิว ณ วัดแห่งนี้
ดังนั้น ประวัติของวัดไร่แตงทองจึงมิอาจแยกออกจากประวัติของหลวงปู่หลิวได้ เพราะความเจริญของวัด ศรัทธาของประชาชน และชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ล้วนเกิดขึ้นจากการสั่งสมบารมีและความเสียสละของพระเถระผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ และนี่เองคือรากฐานที่จะนำไปสู่การศึกษาชีวประวัติของท่านในบทถัดไป
ชีวประวัติหลวงปู่หลิว ปณฺณโก พุทธบุตรผู้สร้างบารมีเพื่อพระศาสนา
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก แห่งวัดไร่แตงทอง เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมสูง นับเป็นผู้ทรงอภิญญา เป็นผู้มีเมตตาที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยมิเลือกชนชั้น ไม่ว่าท่านจะจำพรรษา ณ ที่ใด ท่านก็เปรียบเหมือนดวงประทีปของสถานที่แห่งนั้น จนท่านได้ชื่อว่า "พุทธบุตร" ที่ผู้คนยกย่องจวบจนปัจจุบัน
กำเนิด
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก มีนามเดิมว่า หลิว นามสกุล แช่ตั้ง (นามถาวร) บิดาคือ คุณพ่อเต่ง แช่ตั้ง และมารดาคือ คุณแม่น้อย แช่ตั้ง ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ตรงกับขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้านหนองอ้อ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ของครอบครัวจากพี่น้องทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วยเป็นชาย ๕ คน หญิง ๔ คน
ครอบครัวของหลวงปู่หลิวประกอบอาชีพเกษตรกรรมคือ ทำไร่ ทำนา มีการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายตามวิถีชีวิตชาวบ้าน แม้จะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกสบาย แต่หลวงปู่หลิวในวัยเด็กกลับมีความคิดและมุมมองที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปที่เห็นถึงความยากลำบากของครอบครัว จึงตั้งใจช่วยงานครอบครัวอย่างขยันขันแข็งและตั้งใจ
เหตุการณ์สำคัญช่วงปฐมวัย
ในช่วงเวลาที่หลวงปู่หลิวท่านเติบโตนั้น สภาพพื้นที่ท้องถิ่นในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม ยังไม่ได้พัฒนาให้มีความเจริญในทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นปัจจุบัน กล่าวกันว่าในท้องถิ่นนี้มีโจรผู้ร้ายจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านมักได้รับความเดือนร้อนจากโจรผู้ร้ายอยู่เสมอ ทั้งนี้ครอบครัวของหลวงปู่หลิวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายที่มาปล้นวัวควายอยู่บ่อยครั้ง ท่านได้เล่าว่า
"โยมพ่อ โยมแม่ และพี่ชาย โจรมาขโมยวัว ขโมยควาย ก็ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทำให้พวกโจรได้ใจ วัวควายและข้าวของที่พยายามหามาด้วยความยากลำบากต้องสูญเสียไป อาตมาจึงเจ็บใจและแค้นใจเป็นที่สุด ที่ทำอะไรมันไม่ได้"
ความโกรธแค้นนั้นทวีขึ้นเรื่อย ๆ จากความเดือดร้อนที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลวงปู่หลิวคิดวิธีปราบโจรผู้ร้ายอย่างเด็ดขาด เพื่อช่วยครอบตรัวตนเองและชาวบ้านให้อยู่อย่างปลอดภัย
เข้าป่าเรียนอาคม
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปราบโจรผู้ร้าย หลวงปู่หลิวได้ชักชวนหลานชายสองคน ซึ่งเป็นลูกของพี่ชายและพี่สาวหนีออกจากบ้าน มุ่งสู่ดินแดนกระเหรี่ยงบริเวณชายแดนไทย-พม่า เพื่อแสวงหาอาจารย์จอมขมังเวทย์ในการเรียนวิชาอาคม เนื่องจากบริเวณชายแดนเส้นทางเป็นป่าดงดิบที่รกทึบและเต็มไปด้วยไข้ป่า หลานชายที่เป็นลูกพี่ชายของท่านได้ล้มป่วยและสิ้นใจต่อหน้าท่าน หลานชายอีกคนจึงชวนท่านกลับบ้าน แต่หลวงปู่หลิวตัดสินใจว่าจะไม่กลับหากยังไม่สำเร็จวิชา ท่านจึงแยกทางกับหลานชาย เพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนกระเหรี่ยงแต่เพียงผู้เดียว
เนื่องด้วยโชตชะตาทำให้หลวงปู่หลิวได้พบอาจารย์จอมขมังเวทย์ชาวกระเหรี่ยง จึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนวิชาอาคม ท่านมีความมานะบากบั่น ช่วยงานทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของทุกคน อยู่กับอาจารย์ชาวกระเหรี่ยงได้ประมาณ ๓ ปี จึงเดินทางกลับสู่บ้านเกิด
กลับสู่มาตุภูมิ
เมื่อกลับถึงบ้านเกิด หลวงปู่หลิวได้พบบิดามารดา มารดาท่านร้องไห้ด้วยความดีใจ และเป็นห่วงลูกชาย และกลัวลูกจะไปสร้างเวรก่อกรรม จึงกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย เกิดมากับเขาชาติหนึ่ง ให้เขารักเราดีกว่าเรารักเขา เขาด่าเราดีกว่าเราด่าเขา เขาทำอะไรเรา ดีกว่าเราทำอะไรเขา" หลวงปู่หลิวใช้ความคิดอย่างหนัก จนในที่สุดก็บอกมารดาว่า "ถ้าอย่างงั้น แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรม ฉันไม่ทำใครหรอก แต่ใครอย่ามาลบหลู่ครูบาอาจารย์ของฉันไม่ได้"
เมื่อหลวงปู่หลิวได้กลับมาช่วยครอบครัวทำไร่ทำนา ท่านได้ใช้วิชาอาคมปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว จนพวกโจรต้องหนีเตลิดทุกราย แม้โจรบางคนจะมีคาถาอาคมแก่กล้ามาลองของกับท่านแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไป กระทั่งโจรหลายคนต้องมากราบขออโหสิกรรม และโจรบางคนก็มาขอเป็นศิษย์ ชาวบ้านในพื้นที่จึงอยู่กันอย่างสงบสุขไม่ต้องหวาดกลัวโจรผู้ร้าย
หลวงปู่หลิวได้กล่าวถึงโจรพวกนี้ว่า "คนเราถ้าอยากจะชนะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็ต้องเอาด้วยคาถา แต่เมื่อเขายอมรับผิด ยอมกลับตัวกลับใจ เราก็ควรที่จะให้อภัยแก่ผู้สำนึกผิด เป็นการให้ที่ประเสริฐและได้กุศลด้วย"
เมื่อท้องถิ่นสงบสุขหลวงปู่หลิวได้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น เผาถ่าน เก็บเห็ดขาย รับจ้างทำไร่ ระหว่างนั้นได้พบกับแม่ม่ายชื่อ นางหยด เกิดชอบพอกัน จึงอยู่กินด้วยกันและมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนชื่อ นายกาย นามถาวร
สู่โลกแห่งธรรม
เมื่อหลวงปู่หลิวอายุย่างเข้า ๒๗ ปี เกิดความเบื่อหน่ายในการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นตามสภาวะกิเลสตัณหาของชีวิตฆราวาส ซึ่งไม่ถูกกับนิสัยที่แท้จริงของตนที่รักความสงบและสันโดษเรียบง่าย จิตใจจึงเริ่มน้อมไปทางธรรมะและมีความประสงค์อันแน่วแน่ที่จะบวชเป็นพระภิกษุ
หลวงปู่หลิวได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโบสถ์ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ (แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) โดยมีพระครูโพธาภิรมย์ (แหยม) วัดบ้านเลือก เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ห่อ วัดบ้านเลือก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ปณฺณโก"
ภายหลังอุปสมบท หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดหนองอ้อ ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านบ้านเกิด เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กัน โดยมีครอบครัวและญาติให้ความอุปัฏฐาก ในพรรษาแรกท่านได้ใช้ความรู้ด้านช่างช่วยสร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่จนสำเร็จ สี่เดือนต่อมาก็ช่วยปรับพื้นศาลา และสร้างกี่กะตุก (กี่ทอผ้า) จำนวน ๕๐ ชุดถวายวัดหนองอ้อ บทบาทพระนักพัฒนาของหลวงปู่หลิวเป็นที่ยอมรับของพระสงฆ์และญาติโยมเป็นอย่างมาก
สมณศักดิ์ การศึกษาพุทธาคม และสายวิชาของหลวงปู่หลิว
พระเถระผู้สั่งสมทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ
ภายหลังจากหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้เข้าสู่เพศสมณะ ชื่อเสียงของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงในฐานะพระนักพัฒนา หากยังเด่นชัดในฐานะพระเถระผู้ทรงพุทธาคมสายโบราณ มีวาจาสิทธิ์และญาณทิพย์ จากการบำเพ็ญเพียรภาวนาจนอำนาจบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยได้ดลบันดาลให้ท่านสามารถขจัดปัดเป่าความทุกข์โศกของญาติโยมได้อย่างอัศจรรย์
หลวงปู่หลิวเคยตั้งปณิธานด้วยสัจจะ ๒ ประการ คือ
๑. งด ละ เลิก อบายมุขทุกชนิด
๒. เมื่อมีโอกาสขอสั่งสมบารมีด้วยการสร้างเสนาสนะ เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ความปรารถนาอันแรงกล้านี้เป็นผลให้อำนาจบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้ท่านมี "วาจาสิทธิ์" และ "ญาณทิพย์"
การศึกษาวิชาพุทธาคม
วิทยาคมของหลวงปู่หลิวเกิดจากการตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังกับครูบาอาจารย์หลายสาย กล่าวได้ว่าท่านเป็นพระเถระที่มุ่งแสวงหาความรู้โดยไม่ถือดีว่าตนเองมีวิชาอยู่แล้ว ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ถ้าเขามีของดี วิชาดีกว่าเรา เราก็จะขอเรียนเอาทั้งนั้นแหละ" ครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิทยาคมให้แก่หลวงปู่หลิวมีหลากหลายท่าน ทั้งที่เป็นพระและฆราวาส โดยตามที่ปรากฏมีดังนี้
๑. วิชาอาคมจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง
ก่อนอุปสมบทนั้นหลวงปู่หลิวได้เรียนวิชาจากอาจารย์จอมขมังเวทย์ชาวกระเหรี่ยง เป็นเวลาประมาณ ๓ ปี ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางกลับไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยเปลี่ยนมาเรียนทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี ดังที่ท่านกล่าวว่า "คราวนี้อาตมาเรียนทางเมตตามหานิยมกับคงกระพันชาตรี วิชาฆ่าคนไม่เอาแล้ว เพราะเป็นพระไม่รู้จะเอาไปฆ่าใคร เดี๋ยวจะอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุเสีย"
๒. หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี
หลวงปู่หลิวได้เดินทางไปเรียนวิชาลงอาคมอักขระเลขยันต์กับหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการเพิ่มพูนความรู้ด้านอักขระขอมและการจารยันต์ให้แก่ท่าน
๓. หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ต่อมาหลวงปู่หลิวได้เดินทางลงไปภาคใต้ เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมที่สำนักของหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในภาคใต้
๔. หลวงพ่ออุ้ม วัดตะเคียนเลื่อน จังหวัดนครสวรรค์
หลวงปู่หลิวได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่ออุ้ม วัดตะเคียนเลื่อน จังหวัดนครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคมสูงมาก ในช่วงเวลาที่เรียนวิชานั้นหลวงพ่ออุ้มได้แสดงวิชาพิสดารแขนงหนึ่งให้หลวงปู่หลิวได้ประจักษ์แก่สายตา โดยสั่งให้หลวงปู่หลิวนำกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ไปวางไว้อีกฝากหนึ่งของภูเขา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทำพิธีออกไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และเมื่อวางกระดาษยังจุดที่ต้องการแล้วให้กลับมาหาหลวงพ่ออุ้มยังที่เดิม จากนั้นหลวงพ่ออุ้มได้ทำพิธีลงอักขระ เลขยันต์เสกเป่าอาคมบนเหรียญบาท แล้วปาขึ้นไปในอากาศ มุ่งหมายให้ผ่านเขาที่สูงชันด้วยความแรง หลวงพ่ออุ้มสั่งให้หลวงปู่หลิวเดินทางกลับไปดูที่จุดวางกระดาษไว้นั้น ก็ปรากฏเหรียญบาทที่หลวงพ่ออุ้มได้ลงอักขระนั้นวางอยู่บนแผ่นกระดาษอย่างนิ่งสนิท ด้วยระยะทางไกลถึง ๑๐ กิโลเมตร จึงทำให้หลวงปู่หลิวอัศจรรย์ใจและตั้งใจเรียนวิชานี้ให้ได้
๕. วิชาพญาเต่าเรือน จากหลวงพ่อย่น วัดบ้านฆ้อง จังหวัดราชบุรี
วิชาพญาเต่าเรือนอันโด่งดังนั้น หลวงปู่หลิวได้ศึกษาจากหลวงพ่อย่น แห่งวัดบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พระอาจารย์ผู้นี้เป็นสุดยอดพระเกจิอาจารย์ระดับจังหวัด ทรงอภิญญาและเชี่ยวชาญด้านพุทธาคม เป็นที่นับถือของชาวบ้านในยุคสมัยนั้น หลวงพ่อย่นได้ถ่ายทอดวิชาพญาเต่าเรือนให้กับหลวงปู่หลิวด้วยความเมตตา เมื่อหลวงปู่หลิวเรียนสำเร็จแล้ว จึงได้นำวิชานี้มาปลุกเสกเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖
หล่อหลอมเป็นสายวิชาเฉพาะตน
เมื่อรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและวัตถุมงคลที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่าหลวงปู่หลิวมิได้เป็นพระเกจิที่สืบทอดวิชาจากสำนักใดสำนักหนึ่งแบบตรงเส้น หากเป็นพระเถระที่ค่อย ๆ หล่อหลอมองค์ความรู้จากหลายสายเข้าด้วยกัน ได้แก่
- สายพญาเต่าเรือนจากหลวงพ่อย่น
- สายอาคมคงกระพันและเมตตาจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง
- สายอักขระเลขยันต์จากหลวงพ่อแดง
- สายวิชาจากหลวงพ่อคล้ายและหลวงพ่ออุ้ม
- สายประสบการณ์จากการแสวงหาวิชากับครูบาอาจารย์ทั่วทุกทิศ
องค์ความรู้ที่หลอมรวมเช่นนี้เองทำให้วิทยาคมของหลวงปู่หลิวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ครอบคลุมทั้งด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และโชคลาภพร้อมกัน
กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
ชื่อเสียงที่ทำให้หลวงปู่หลิวเป็นเทพเจ้าพญาเต่าเรือน
ภายหลังจากหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้สั่งสมบารมีในบทบาทต่าง ๆ ทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดหนองอ้อ บทบาทพระนักพัฒนาในการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะวัดต่าง ๆ ในท้องถิ่นที่ท่านไปจำพรรษา เช่น วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ส่งผลให้ชื่อเสียงของท่านก็เริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนที่เดินทางมาพบท่านในระยะแรกมักขอเพียงน้ำมนต์ คำปรึกษา หรือวัตถุมงคลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แต่เมื่อมีผู้ได้รับความอุ่นใจหรือเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ตนเชื่อว่าเป็นผลจากบารมีของท่าน เรื่องราวเหล่านั้นจึงถูกเล่าขานสืบต่อกันอย่างกว้างขวาง
ชื่อเสียงด้านเมตตาและการสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์
หลวงปู่หลิวเป็นพระสงฆ์ที่ญาติโยมสามารถเข้าพบได้ ไม่ว่ายากดีมีจน ท่านจะช่วยเหลือทุกคน โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านสนามแย้ที่ท่านได้จำพรรษา ณ วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเวลาถึง ๓๖ ปี ท่านได้รักษาผู้ป่วยด้วยตำรายาแผนโบราณและพุทธาคมควบคู่กัน โดยไม่คิดค่ารักษาญาติโยมในหมู่บ้านสนามแย้ หากมีใครเจ็บป่วย ท่านจะไปเยี่ยมดูอาการด้วยตัวเองโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ท่านมักกล่าวอยู่เสมอว่า "อาตมาไม่มีอะไรจะให้หรอก เป็นหลวงตาเก่า ๆ พระบ้านนอกรูปหนึ่งเท่านั้น ของดีนั้นอยู่ที่โยมแล้ว" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่านเน้นให้ผู้รับวัตถุมงคลตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและความไม่ประมาทควบคู่กัน
ต่อมาหลวงปู่หลิวเห็นควรกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นอื่น ท่านจึงสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ในการสร้างวัดใหม่นี้บรรดาลูกศิษย์ ญาติโยม และชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนในการก่อสร้างเสนาสนะให้กับวัดใหม่ของท่านด้วยความศรัทธา วัดใหม่แห่งนี้มีนามว่า “วัดไทรทองพัฒนา” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๓ หลวงปู่หลิวได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในเขตตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และได้สร้างวัดขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า “วัดไร่แตงทอง” และท่านได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดไร่แตงทอง หลวงปู่หลิวได้พัฒนาวัดไร่แตงทองให้มีความเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
ชื่อเสียงด้านกิตติคุณ อภินิหาร ของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก นั้นแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ในบรรดาอภินิหารที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดคือ การแคล้วคลาดจากอันตรายและคงกระพันชาตรี โดยมีการบอกเล่าถึงประสบการณ์แห่งศรัทธาดังนี้
เหตุการณ์ที่ ๑ ผ้ายันต์ประกันชีวิต ช่วยให้รอดชีวิตจากรถชนประสานงา (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวประกอบอาชีพขายผลไม้ ได้รับผ้ายันต์ประกันชีวิตของหลวงปู่หลิวจากเพื่อน ซึ่งเป็นผู้ที่ไปกราบหลวงปู่หลิวที่วัดไร่แตงทองเป็นประจำ วันหนึ่งขณะขับรถกระบะบรรทุกมะม่วงไปขายที่จังหวัดภูเก็ตพร้อมภรรยา เกิดหลับในขับรถพุ่งชนประสานงากับรถที่วิ่งสวนมาเต็มที่ คนขับและผู้โดยสารอีกคันเสียชีวิตทันที ๒ ศพ รถทั้งสองคันแหลกเป็นเศษเหล็ก แต่ลูกศิษย์และภรรยาปลอดภัยไม่มีบาดแผลแต่อย่างใด ในรถไม่มีวัตถุมงคลหรือพระเครื่องอื่นใด นอกจากผ้ายันต์ประกันชีวิตของหลวงปู่หลิวเพียงผืนเดียว
เหตุการณ์ที่ ๒ เสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรก (แคล้วคลาดจากมือปืน)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งประกอบอาชีพขายรถยนต์ที่อำเภอปราณบุรี ได้รับเสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรกจากหลวงปู่หลิว และสวมติดตัวเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งขณะขับรถกระบะกลับบ้านได้มีมือปืนซุ่มอยู่ข้างทาง ระดมยิงปืนนานาชนิดใส่รถกระบะ ลูกศิษย์ท่านนี้ได้เหยียบคันเร่งหลบหนี เมื่อถึงบ้านพบว่ารถกระบะเป็นรูพรุนไปทั่ว แต่กระสุนไม่โดนตนเองเลยแม้แต่นัดเดียว โดยในตัวลูกศิษย์ท่านนี้สวมเสื้อยันต์ตะกรุดของหลวงปู่หลิวเพียงตัวเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ที่ ๓ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นสุขใจ (พ.ศ. ๒๕๔๗)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งอยู่ที่ย่านเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร ถูกคู่อริใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณชายโครงด้านซ้ายอย่างแรงถึง ๒ ครั้ง หลังเกิดเหตุตรวจดูบริเวณชายโครงปรากฏว่าไม่มีบาดแผล กระดูกชายโครงเป็นปกติ ไม่แตกหัก โดยในวันที่เกิดเหตุลูกศิษย์ท่านนี้ได้พกเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นสุขใจ เนื้อเงิน และพญาเต่าเรือนหล่อโบราณรุ่น ๓ บูชาติดตัวอยู่
เหตุการณ์ที่ ๔ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นแซยิด ๙๕ (พ.ศ. ๒๕๔๕)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งอาศัยในหมู่บ้านบ้านไร่ จังหวัดกาญจนบุรี ถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ลูกซอง ๓ นัด ทุกนัดที่มือปืนยิงมาโดนเข้าที่หมวกทุกนัด แต่ลูกศิษย์ท่านนี้ไม่เป็นอะไร พบว่ามีเพียงรอยแดงเป็นจ้ำ ๓ แห่ง โดยลูกศิษย์ท่านนี้มีเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นแซยิด ๙๕ ติดตัวเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ที่ ๕ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นไตรมาส (พ.ศ. ๒๕๔๗)
นายตำรวจท่านหนึ่งผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวในจังหวัดกาญจนบุรี ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ได้เข้าห้ามทะเลาะวิวาทกลุ่มวัยรุ่น ถูกขวดเหล้าตีที่สีข้างจนสลบ จากนั้นวัยรุ่นแย่งอาวุธปืนของตำรวจท่านนี้และยิงตำรวจท่านนี้ถึง ๓ นัด แต่ลูกปืนด้านทั้ง ๓ นัด จึงรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ พบว่านายตำรวจท่านนี้แขวนเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นไตรมาสติดตัวเพียงเหรียญเดียว
เหตุการณ์ที่ ๖ รอดตายจากอุบัติเหตุรถชน (พ.ศ. ๒๕๕๓)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลหนองพังตรุ จังหวัดกาญจนบุรี ถูกรถกระบะขับชนขณะกำลังข้ามถนน กระเด็นไปไกลถึง 10 เมตร แต่ปรากฏว่ารอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย พบว่าลูกศิษย์ท่านนี้จะอาราธนาตะกรุดหลวงปู่หลิวติดตัวเพียงอย่างเดียวเสมอ
ความศักดิ์สิทธิ์ของเหรียญพญาเต่าเรือน ด้านค้าขายและโชคลาภ
นอกจากชื่อเสียงด้านคงกระพันและการแคล้วคลาดจากอันตรายแล้วนั้น เหรียญพญาเต่าเรือนของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ยังมีชื่อเสียงด้านเมตตาค้าขายและโชคลาภ กล่าวกันว่ามีแม่ค้าขายผักในตลาดสดปราณบุรีสองพี่น้อง ได้รับเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นปลดหนี้ เนื้อทองแดง พ.ศ. ๒๕๓๖ คนละ ๑ เหรียญ ตั้งแต่ได้เหรียญมาบูชา กิจการค้าขายดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ในระยะหลังขายผักสดได้วันละเป็นคันรถบรรทุก ขายหมดทุกวัน นอกจากการค้าจะดีแล้ว ยังมีคนยิ้มให้ทักทายปราศรัยด้วยดีไปทุกที่อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าถึงลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิว ที่เป็นนักธุรกิจหญิงท่านหนึ่งที่ทำกิจการค้าขายรถยนต์มือสองที่ศูนย์รวมรถยนต์ ย่านบางบัวทอง เล่าว่าก่อนมากราบบูชาหลวงปู่หลิวนั้นกิจการแย่มาก แต่หลังจากมาบูชาพญาเต่าเรือน กิจการก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ และเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ
ทั้งนี้ยังมีการบอกเล่าว่ามีเจ้าของโรงงานผลิตแหนม ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนักและแก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่ได้สักที จึงมาขอบูชารูปเหมือนหลวงปู่หลิวนั่งพญาเต่าเรือนไปบูชา ทำให้กิจการในโรงงานดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่บ้านสามหลังที่บอกขายไว้แต่ขายไม่ออก ก็สามารถขายได้หมดทุกหลัง ภายหลังจากที่ได้รูปเหมือนหลวงปู่หลิวไปบูชา
นิมิตและปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ
เรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของหลวงปู่หลิว ปณฺณโกมีอย่างมากมาย ทั้งจากผู้ที่เคยพบเจอท่านและจากผู้ที่ไม่เคยพบเจอท่าน โดยเล่ากันมาว่ามีผู้ที่ยังไม่รู้จักหลวงปู่หลิว แต่ได้เห็นนิมิตถึงท่านในความฝัน โดยเห็นหลวงปู่นั่งบนหลังเต่าลอยขึ้นมาจากน้ำและโปรยทานเป็นการเผยแผ่เมตตาแก่มวลมนุษย์ เมื่อตื่นมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง จึงได้รับการแนะนำให้มาที่วัดไร่แตงทอง ครั้นได้เห็นรูปหล่อหลวงปู่หลิวนั่งพญาเต่าเรือน ก็พบว่าตรงกับในนิมิตทุกประการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยืนยันถึงบารมีของท่านเป็นอย่างมาก
วัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องรางยุคหลวงปู่หลิว
มรดกแห่งพุทธาคมที่สืบทอดบารมีจากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่หลิว ปณฺณโก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนอย่างไม่เสื่อมคลายคือ วัตถุมงคลนานาชนิดที่ท่านได้จัดสร้าง แจกจ่าย และปลุกเสกตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี โดยในยุคแรก ๆ นั้นวัตถุมงคลจะเป็นพระเนื้อผงเป็นส่วนใหญ่ วัตถุมงคลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธา และสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อในวิทยาคมของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
๑. เหรียญพญาเต่าเรือน สัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์
วัตถุมงคลที่โด่งดังที่สุดของหลวงปู่หลิวคือ "เหรียญพญาเต่าเรือน" ซึ่งมีรูปร่างเป็นเต่า มี ๔ ขา ปลายหัวด้านบนมีหูอย่างหูเหรียญ และมีอักขระขอมจารึกทั้งสองด้าน เหตุที่หลวงปู่หลิวเลือกเต่ามาเป็นรูปลักษณ์ของวัตถุมงคล ท่านเล่าว่าเพราะเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว มีศีลธรรม และที่สำคัญที่สุดคือพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นเต่ามาแล้ว
ตำนานพญาเต่าเรือน หลวงปู่หลิวได้เล่าว่าเมื่อสมัยพุทธกาล มีพญากาเผือกผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ริมแม่น้ำใหญ่ ได้ออกไข่ไว้ในรัง ๕ ฟอง วันหนึ่งเกิดพายุรุนแรง ไข่ทั้ง ๕ ฟองถูกพัดตกลงในแม่น้ำ ลอยกระจายไปคนละทิศ สัตว์ต่าง ๆ เก็บไข่แต่ละฟองไปเลี้ยง ได้แก่ เต่า นาค ราชสีห์ โค และงู พระโพธิสัตว์ก็มาเสวยพระชาติเป็นสัตว์ตามผู้เก็บมาเลี้ยงดู ในชาติสุดท้ายทั้ง ๕ พระองค์ได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตามลำดับคือ กุกุสันโธ พระโกนาคมโน กัสสโป โคตโม และพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งยังไม่ประสูติ พญาเต่าเรือนก็เป็นชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมี หลวงปู่หลิวจึงเล็งเห็นว่าพญาเต่าเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล และนำมาเป็นแบบในการสร้างวัตถุมงคล พญาเต่าเรือนนี้บูชาได้ร้อยแปด ทั้งคงกระพันชาตรี เมตตา มหานิยม สู้คดีความ ประกอบธุรกิจ และอื่น ๆ อีกมากมาย
๒. ตะกรุดเชือกคาดเอว หัวใจแห่งวิทยาคมสารพัดนึก
สำหรับวิชาการทำตะกรุดเชือกคาดเอวนั้น หลวงปู่หลิวได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง และเรียนจากตำราเก่าของหลวงพ่อแดง หลวงพ่อทับ และหลวงพ่ออุ้ม แห่งจังหวัดนครสวรรค์ กรรมวิธีการสร้างนั้นพิถีพิถันอย่างยิ่ง ต้องเขียนอักขระขอมลงในผ้าขาวสองผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้ายันต์ตัวผู้ ผืนหนึ่งเป็นผ้ายันต์ตัวเมีย แล้วนำมาประกบพันเข้าด้วยกัน ถักเชือกรัดไว้อย่างประณีต ใช้เวลาถัก ๔-๕ วันต่อหนึ่งเส้น จากนั้นนำไปทาแชลแล็ก (Shellac) ตากให้แห้ง แล้วจึงนำตะกรุดทั้งหมดเข้าพิธีบวงสรวงไหว้ครู ซึ่งพิธีหนึ่งจะทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ตะกรุดเชือกคาดเอวนี้ใช้ได้สารพัดอย่าง ทั้งเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ และคงกระพันชาตรี โดยมีวิธีดึงตะกรุดตามทิศที่ต้องการคือ ดึงมาไว้ทางซ้ายเพื่อเมตตามหานิยม ทางขวาเพื่อมหาอำนาจ ข้างหน้าเพื่อคงกระพันชาตรี และทางหลังเพื่อแคล้วคลาด
โดยมีข้อห้ามสำหรับผู้ครอบครองตะกรุดคาดเอว ดังนี้
- ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา
- ห้ามเอาไปตีหรือทำคนเล่น
- ห้ามลอดใต้สะพานโดยไม่มีอะไรคุ้มศีรษะ
- ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า
- ห้ามพกตะกรุดไปเที่ยวโสเภณี
สำหรับผู้ครอบครองตะกรุดคาดเอวนั้นหากละเมิดข้อห้ามเหล่านี้แล้วตะกรุดจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
๓. จิ้งจกสองหาง เครื่องรางทรงพลังคู่พญาเต่าเรือน
จิ้งจกสองหางเป็นเครื่องรางที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีลักษณะเป็นรูปจิ้งจก ๔ ขา หน้าสองข้างมีอักขระขอมพิมพ์ลึก นิ้วเท้าทั้ง ๔ ข้าง มีข้างละ ๕ นิ้ว ปลายลิ้นเป็นรูปอักขระยันต์อุณาโลม และปลายหางแยกออกเป็น ๒ หาง จิ้งจกสองหางใช้เป็นวัตถุมงคลที่บันดาลสุข โชคลาภ เมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรี
๔. กัณหา ชาลี กุมารคู่แห่งความสุขและความสมหวัง
กัณหา ชาลี เป็นวัตถุมงคลรูปกุมารคู่ที่หลวงปู่หลิวสร้างขึ้น โดยอิงจากตำนานทศชาติชาดกกัณฑ์พระเวสสันดร ท่านสอนวิธีบูชาว่าให้จุดธูปแล้วบอกให้กัณหา ชาลี เป็นลูกเรา ให้อยู่กับบ้านดูแลบ้าน เมื่อไปธุระนอกบ้านก็บอกให้เขาไปด้วย หากต้องการให้กัณหา ชาลี ช่วยเรื่องใด ให้บนด้วยกล้วยน้ำว้า น้ำแดง น้ำเขียว จะได้ผลเร็ว ถ้าได้ปฏิบัติตามสม่ำเสมอทุก ๆ วัน ด้วยผลบุญอันนี้จะทำให้มีความสุข ความสมหวัง ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
๕. เสื้อยันต์ตะกรุด ยุคแรก เครื่องรางหายากสุดพิเศษ
เสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรกของหลวงปู่หลิวนั้นหาได้ยากมาก ท่านทำแจกลูกศิษย์เพียงไม่กี่คน เพราะกรรมวิธีในการสร้างค่อนข้างยากและพิถีพิถัน โดยการนำตะกรุดมาลงอักขระเลขยันต์ตามตำรา แล้วนำมาร้อยถักเป็นเสื้อลักษณะคล้ายเสื้อกั๊ก ใส่ไว้ด้านในแล้วใส่เสื้อทับอีกชั้นหนึ่ง
วัตถุมงคลของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก
พ.ศ. ๒๕๐๕ — สร้างเหรียญรูปไข่ รูปเหมือนหลวงปู่หลิวครึ่งองค์ รุ่นแรก (วัดสนามแย้)
พ.ศ. ๒๕๐๙ — สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่น ๒ (วัดสนามแย้)
พ.ศ. ๒๕๑๐ — สร้างพระครึ่ง รุ่นฉลองอายุครบ ๖๐ ปี
พ.ศ. ๒๕๑๓ — สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่น ๓ เนื้อนวโลหะและเนื้อทองแดง
พ.ศ. ๒๕๑๖ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นแรก
พ.ศ. ๒๕๑๘ — สร้างเหรียญรุ่นพิเศษ (สงครามเกาหลี)
พ.ศ. ๒๕๒๒ — สร้างเหรียญรุ่นฉลองครบ ๖ รอบ (รุ่นแรกวัดไทรทอง)
พ.ศ. ๒๕๒๖ — สร้างเหรียญพิมพ์หยดน้ำ รุ่นเสาร์ ๕ (อายุ ๗๖ ปี)
พ.ศ. ๒๕๓๑ — สร้างเหรียญรุ่นครบรอบอายุ ๘๑ ปี (เหรียญน้ำมนต์รุ่นแรก)
พ.ศ. ๒๕๓๔ — สร้างเหรียญรุ่นหายห่วง เนื้อตะกั่ว และสร้างเหรียญรูปใบโพธิ์ รุ่นร่มโพธิ์
พ.ศ. ๒๕๓๕ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นสร้างโบสถ์
พ.ศ. ๒๕๓๖ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือนหล่อโบราณ รุ่นแรก / รุ่นปลดหนี้ / รุ่นไตรมาส / รุ่นเสาร์เศรษฐี
พ.ศ. ๒๕๓๗ — สร้างพระสมเด็จ รุ่นสารพัดนึก (๑,๐๐๐ องค์) และเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นสุขใจ
พ.ศ. ๒๕๓๘ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นเจ้าสัว และรุ่นรวมพุทธคุณ
พ.ศ. ๒๕๓๙ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นพระพุทธเจ้าปางเปิดโลก และรุ่นแซยิด ๙๒ ปี
พ.ศ. ๒๕๔๐ — สร้างเหรียญกลม รุ่นเสาร์ ๕ (ยันต์ทองม้วน) เหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นเมตตามหาลาภ และรุ่นปลดหนี้ ๔๐
พ.ศ. ๒๕๔๑ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นปัจฉิมวัย (สามพี่น้อง)
พ.ศ. ๒๕๔๒ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือนหล่อโบราณ รุ่นพุทธคุณปู่หลิว / รุ่นเต่าจิ๋ว / รุ่นเงินล้าน / รุ่นสำเร็จจิต / เต่าล็อกเกตรุ่นแรก / รุ่นสอง / รุ่นแซยิด ๙๕
พ.ศ. ๒๕๔๓ — สร้างเหรียญจอบเสาร์ ๕ / เหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นสร้างโบสถ์ (วัดไทรทอง) ทองแดง ๓,๐๐๐ เหรียญ / รุ่นนักเลง / ล็อกเกตเต่าสองหน้า / เนื้อเขี้ยวหมูตัน / เนื้อแร่ / รุ่นไตรมาส (เต่าจิ๋ว) รุ่นสุดท้าย / สร้างตะกรุดเชือกคาดเอว รุ่นเสาร์ ๕
นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลอีกมากมายที่เป็นที่นิยมศรัทธา เช่น พระสมเด็จพระพุทธโสธรรุ่นแรก กัณหา ชาลี และพระปิดตารุ่นต่าง ๆ
คาถาบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่หลิว
คาถาบูชาพญาเต่าเรือน
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด — นะมะพะทะ / นาสังสิโม สังสิโมนา / สิโมนาสัง โมนาสังสิ / นะอุทะกะ เนมะอะอุอะ
คาถาบูชาจิ้งจกสองหาง
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด นะมะพะทะ วิเจรุนิ
คาถาเชือกคาดเอว
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด นะมะพะทะ / อุดทังปิทะ นะโมพุทธายะ / ยะธาพุทโมนะ (สวด ๗ จบ)
คาถาพระปิดตา
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด พุทโธภุทธานัง พุทธตัง พุทธะลาตัง วะตาสิตัง / พุทธโกฏิตัง ชีวหาสะวันนัง มะธุวาจัง / ปิยังมะมะ อุนิมะสะฯ
มรณภาพ เกียรติคุณ และมรดกศรัทธาที่สืบต่อ
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้อุทิศตนกับการพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะพระนักพัฒนา พระนักพุทธาคม และพระผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดโทรมลงภายหลังพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่นเสาร์ ๕ เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา แม้จะมีอาการอาพาธ แต่ท่านก็มิได้ยินดียินร้ายกับการจะอยู่หรือจะไป ด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งว่า "ร่างกายคนเรา ย่อมถึงคราวแตกดับก็ต้องกลับ ที่สำคัญคือเมื่อมีชีวิตอยู่ ต้องไตร่ตรองให้รู้ว่า เราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร และจะใช้ชีวิตอย่างไร"
การมรณภาพ
หลวงปู่หลิวเคยปรารภกับลูกหลานว่า ท่านเกิดที่บ้านหนองอ้อ ท่านก็อยากตายที่บ้านหนองอ้อ และหากเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวท่านไว้ เพราะวัฏสงสารเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ในค่ำคืนวันจันทร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ เวลา ๒๐.๓๕ น. หลวงปู่หลิวได้ละสังขารอย่างสงบท่ามกลางลูกหลานที่คอยมาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย ณ วัดหนองอ้อ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่านตามที่ปรารภไว้ สิริอายุ ๙๕ ปี ๖๘ พรรษา
การสืบทอดวัดและมรดกศรัทธา
วัดไร่แตงทองซึ่งหลวงปู่หลิวได้สร้างและพัฒนาไว้ ยังคงได้รับการดูแลสืบต่อโดยศิษยานุศิษย์ผู้ที่เคารพในปณิธานของท่าน ทำให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางศรัทธาของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ วัตถุมงคลยุคทันท่านเริ่มถูกหวงแหนมากขึ้น ผู้ที่เคยได้รับจากมือท่านต่างเก็บรักษาเป็นสมบัติล้ำค่า ความนิยมค่อย ๆ แผ่จากกลุ่มศิษย์เก่าไปสู่กลุ่มนักสะสมรุ่นใหม่ จนเหรียญพญาเต่าเรือนและตะกรุดเชือกคาดเอวของท่านเป็นที่แสวงหาอย่างสูงในระดับนานาชาติ
ด้วยความดีทั้งหลายเหล่านี้ พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์จึงได้ขนานนามให้ท่านว่า "หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เทพเจ้าพญาเต่าเรือน" จนตราบเท่าทุกวันนี้
บทสรุปคุณูปการของหลวงปู่หลิวในฐานะพระเถระผู้เชื่อมศรัทธาชุมชน
วิทยาคม และการพัฒนาวัดเข้าด้วยกัน
เมื่อพิจารณาชีวประวัติ ผลงาน กิตติคุณ และมรดกที่หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้ฝากไว้ตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเพียงเพราะวัตถุมงคลได้รับความนิยม หากเป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมหลายมิติอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการพัฒนาวัด การภาวนา และการสงเคราะห์ผู้คนผ่านพุทธาคม
๑. หลวงปู่หลิวในฐานะพระนักสร้างและพระนักบริหาร
ตลอดชีวิตสมณเพศ หลวงปู่หลิวได้สร้างและบูรณะวัดวาอารามกว่า ๖ แห่งทั่วภาคกลางและภาคตะวันตก อุดมการณ์แห่งการสร้างสรรค์ของท่านสะท้อนอยู่ในถ้อยคำว่า "การสร้างเสนาสนะวัดวาอาราม เป็นการชักนำให้ประชาชนได้บำเพ็ญทานบารมี รู้จักทำบุญให้วัด มีศาสนสถานไว้ประกอบศาสนกิจ เพื่อให้อนุรักษ์วัฒนธรรมศีลธรรมอันดีงามของไทยสืบไป"
๒. หลวงปู่หลิวในฐานะพระเกจิผู้มีสายวิชาผสมผสาน
ในด้านพุทธาคม หลวงปู่หลิวมิได้เป็นพระเกจิที่สืบทอดจากสำนักเดียว หากเป็นผู้หล่อหลอมวิชาจากหลายครูบาอาจารย์จนเกิดเป็นระบบวิทยาคมเฉพาะตนที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน นี่คือเหตุผลสำคัญที่วัตถุมงคลของท่านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนสัมผัสได้ถึงความสม่ำเสมอของพุทธคุณในทุกประเภทวัตถุมงคล ตั้งแต่เหรียญพญาเต่าเรือน ตะกรุดเชือกคาดเอว จิ้งจกสองหาง จนถึงกัณหา ชาลี
๓. หลวงปู่หลิวในฐานะที่พึ่งของสังคมชนบทไทย
หลวงปู่หลิวทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างสมบูรณ์ ท่านรักษาผู้ป่วย รับฟังทุกข์ของผู้คน สงเคราะห์ด้วยน้ำมนต์ เครื่องราง และคำสอน จนผู้คนรู้สึกว่ามีที่พึ่งในยามทุกข์ยาก ดังที่ท่านกล่าวว่า "คนอื่นเป็นสุข จิตเราเป็นสุข นี้แหละบารมีของเรา" ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาชีวิตอันสูงส่งของพระเถระผู้ไม่ยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านอยู่อย่างสมถะ กุฏิไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีที่นอนอย่างดี ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง อยู่อย่างพระธรรมดาทั่วไปและไม่รับสมณศักดิ์ทางสงฆ์ แม้จะมีลูกศิษย์มากมายอ้อนวอน
บทสรุปสุดท้าย
ชีวิตของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก คือภาพสะท้อนของพระเถระไทยแบบสมบูรณ์ในยุคเก่า กล่าวคือเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักภาวนา และพระนักพุทธาคมในองค์เดียวกัน ความสมบูรณ์เช่นนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถก้าวข้ามสถานะของ "พระเกจิท้องถิ่น" ไปสู่ความเป็น "เทพเจ้าพญาเต่าเรือน" ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงสะท้อนผ่านวัดไร่แตงทอง วัตถุมงคลที่ยังเป็นที่แสวงหา และเรื่องเล่าอภินิหารที่ไม่เคยจางหายไปจากวงการพระเกจิไทย ดังนั้น หากจะกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย ชื่อของ หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เทพเจ้าพญาเต่าเรือน ย่อมเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลยได้อย่างแน่นอน
ตามหลักฐานที่บันทึกไว้และคำบอกเล่าของศิษยานุศิษย์ใกล้ชิด วัดไร่แตงทองมีจุดกำเนิดจากแนวคิดของหลวงปู่หลิวและความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านในละแวก โดยมีลุงชู บุญวัน กับนายกิมหล่วง เป็นผู้นำชาวบ้านหมู่ ๖ และหมู่ ๗ ช่วยกันถากถางป่า ปรับพื้นที่ จนได้ก่อตั้งเป็น "สำนักสงฆ์ไร่แตงทอง" ซึ่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นวัดโดยสมบูรณ์ในเวลาต่อมา ชื่อ "ไร่แตงทอง" นั้น หลวงปู่หลิวตั้งขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากในสมัยก่อนชาวบ้านในแถบนั้นยังไม่นิยมปลูกแตงกวา จึงหวังให้ชื่อวัดเป็นมงคลนำพาความเจริญมาสู่ท้องถิ่น
ในสมัยแรกเริ่ม วัดไร่แตงทองยังมีสภาพเป็นสำนักสงฆ์ขนาดเล็ก เสนาสนะส่วนใหญ่สร้างด้วยวัสดุพื้นถิ่นถนนหนทางยังไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ด้วยวิสัยทัศน์ของหลวงปู่หลิวซึ่งเห็นว่าวัดต้องเป็นทั้งสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์กลางชุมชน ท่านจึงดำเนินการก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษ
ถาวรวัตถุสำคัญที่สร้างขึ้นในสมัยหลวงปู่หลิว ได้แก่ กุฏิสงฆ์หลังแรก ศาลาการเปรียญไม้มุงสังกะสี และพระอุโบสถ ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และทำพิธีฉลองปิดทองฝังลูกนิมิตเสร็จสมบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๕๓๘ ปัจจุบันวัดไร่แตงทองมีเนื้อที่รวมกว่า ๓๑ ไร่ ๒ งาน อันเป็นพยานหลักฐานแห่งความทุ่มเทของหลวงปู่หลิวอย่างแท้จริง
นอกจากวัดไร่แตงทองแล้ว หลวงปู่หลิวยังได้สร้างและบูรณะวัดวาอารามในหลายจังหวัด เช่น วัดท่าเสา วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี วัดไทรทองพัฒนา ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย วัดหนองอ้อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน รวมถึงสำนักสงฆ์ประชาสามัคคี อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และสถานีอนามัยบ้านไร่แตงทอง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเป็นองค์ประธานเปิด สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ล้วนสะท้อนปณิธานอันแน่วแน่ของหลวงปู่หลิวที่ตั้งใจไว้ว่าจะสร้างเสนาสนะเพื่อพระศาสนา
ในด้านการพัฒนาพระศาสนาและชุมชน วัดไร่แตงทองได้เป็นศูนย์กลางศรัทธาของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน หรือฮ่องกง ต่างเดินทางมาพึ่งบารมีและสักการะหลวงปู่หลิว ณ วัดแห่งนี้
ดังนั้น ประวัติของวัดไร่แตงทองจึงมิอาจแยกออกจากประวัติของหลวงปู่หลิวได้ เพราะความเจริญของวัด ศรัทธาของประชาชน และชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ล้วนเกิดขึ้นจากการสั่งสมบารมีและความเสียสละของพระเถระผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ และนี่เองคือรากฐานที่จะนำไปสู่การศึกษาชีวประวัติของท่านในบทถัดไป
ชีวประวัติหลวงปู่หลิว ปณฺณโก พุทธบุตรผู้สร้างบารมีเพื่อพระศาสนา
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก แห่งวัดไร่แตงทอง เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีพุทธาคมสูง นับเป็นผู้ทรงอภิญญา เป็นผู้มีเมตตาที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยมิเลือกชนชั้น ไม่ว่าท่านจะจำพรรษา ณ ที่ใด ท่านก็เปรียบเหมือนดวงประทีปของสถานที่แห่งนั้น จนท่านได้ชื่อว่า "พุทธบุตร" ที่ผู้คนยกย่องจวบจนปัจจุบัน
กำเนิด
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก มีนามเดิมว่า หลิว นามสกุล แช่ตั้ง (นามถาวร) บิดาคือ คุณพ่อเต่ง แช่ตั้ง และมารดาคือ คุณแม่น้อย แช่ตั้ง ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๔๘ ตรงกับขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะเส็ง ณ หมู่บ้านหนองอ้อ ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ของครอบครัวจากพี่น้องทั้งหมด ๙ คน ประกอบด้วยเป็นชาย ๕ คน หญิง ๔ คน
ครอบครัวของหลวงปู่หลิวประกอบอาชีพเกษตรกรรมคือ ทำไร่ ทำนา มีการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายตามวิถีชีวิตชาวบ้าน แม้จะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกสบาย แต่หลวงปู่หลิวในวัยเด็กกลับมีความคิดและมุมมองที่แตกต่างจากเด็กทั่วไปที่เห็นถึงความยากลำบากของครอบครัว จึงตั้งใจช่วยงานครอบครัวอย่างขยันขันแข็งและตั้งใจ
เหตุการณ์สำคัญช่วงปฐมวัย
ในช่วงเวลาที่หลวงปู่หลิวท่านเติบโตนั้น สภาพพื้นที่ท้องถิ่นในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และนครปฐม ยังไม่ได้พัฒนาให้มีความเจริญในทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นปัจจุบัน กล่าวกันว่าในท้องถิ่นนี้มีโจรผู้ร้ายจำนวนมาก ซึ่งชาวบ้านมักได้รับความเดือนร้อนจากโจรผู้ร้ายอยู่เสมอ ทั้งนี้ครอบครัวของหลวงปู่หลิวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับความเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายที่มาปล้นวัวควายอยู่บ่อยครั้ง ท่านได้เล่าว่า
"โยมพ่อ โยมแม่ และพี่ชาย โจรมาขโมยวัว ขโมยควาย ก็ไม่ได้ต่อสู้ขัดขืน ทำให้พวกโจรได้ใจ วัวควายและข้าวของที่พยายามหามาด้วยความยากลำบากต้องสูญเสียไป อาตมาจึงเจ็บใจและแค้นใจเป็นที่สุด ที่ทำอะไรมันไม่ได้"
ความโกรธแค้นนั้นทวีขึ้นเรื่อย ๆ จากความเดือดร้อนที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งหลวงปู่หลิวคิดวิธีปราบโจรผู้ร้ายอย่างเด็ดขาด เพื่อช่วยครอบตรัวตนเองและชาวบ้านให้อยู่อย่างปลอดภัย
เข้าป่าเรียนอาคม
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะปราบโจรผู้ร้าย หลวงปู่หลิวได้ชักชวนหลานชายสองคน ซึ่งเป็นลูกของพี่ชายและพี่สาวหนีออกจากบ้าน มุ่งสู่ดินแดนกระเหรี่ยงบริเวณชายแดนไทย-พม่า เพื่อแสวงหาอาจารย์จอมขมังเวทย์ในการเรียนวิชาอาคม เนื่องจากบริเวณชายแดนเส้นทางเป็นป่าดงดิบที่รกทึบและเต็มไปด้วยไข้ป่า หลานชายที่เป็นลูกพี่ชายของท่านได้ล้มป่วยและสิ้นใจต่อหน้าท่าน หลานชายอีกคนจึงชวนท่านกลับบ้าน แต่หลวงปู่หลิวตัดสินใจว่าจะไม่กลับหากยังไม่สำเร็จวิชา ท่านจึงแยกทางกับหลานชาย เพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนกระเหรี่ยงแต่เพียงผู้เดียว
เนื่องด้วยโชตชะตาทำให้หลวงปู่หลิวได้พบอาจารย์จอมขมังเวทย์ชาวกระเหรี่ยง จึงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนวิชาอาคม ท่านมีความมานะบากบั่น ช่วยงานทุกอย่างจนเป็นที่รักใคร่ของทุกคน อยู่กับอาจารย์ชาวกระเหรี่ยงได้ประมาณ ๓ ปี จึงเดินทางกลับสู่บ้านเกิด
กลับสู่มาตุภูมิ
เมื่อกลับถึงบ้านเกิด หลวงปู่หลิวได้พบบิดามารดา มารดาท่านร้องไห้ด้วยความดีใจ และเป็นห่วงลูกชาย และกลัวลูกจะไปสร้างเวรก่อกรรม จึงกล่าวว่า "ลูกเอ๋ย เกิดมากับเขาชาติหนึ่ง ให้เขารักเราดีกว่าเรารักเขา เขาด่าเราดีกว่าเราด่าเขา เขาทำอะไรเรา ดีกว่าเราทำอะไรเขา" หลวงปู่หลิวใช้ความคิดอย่างหนัก จนในที่สุดก็บอกมารดาว่า "ถ้าอย่างงั้น แล้วแต่เวรแล้วแต่กรรม ฉันไม่ทำใครหรอก แต่ใครอย่ามาลบหลู่ครูบาอาจารย์ของฉันไม่ได้"
เมื่อหลวงปู่หลิวได้กลับมาช่วยครอบครัวทำไร่ทำนา ท่านได้ใช้วิชาอาคมปกป้องทรัพย์สินของครอบครัว จนพวกโจรต้องหนีเตลิดทุกราย แม้โจรบางคนจะมีคาถาอาคมแก่กล้ามาลองของกับท่านแต่ก็ต้องพ่ายแพ้ไป กระทั่งโจรหลายคนต้องมากราบขออโหสิกรรม และโจรบางคนก็มาขอเป็นศิษย์ ชาวบ้านในพื้นที่จึงอยู่กันอย่างสงบสุขไม่ต้องหวาดกลัวโจรผู้ร้าย
หลวงปู่หลิวได้กล่าวถึงโจรพวกนี้ว่า "คนเราถ้าอยากจะชนะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกลก็ต้องเอาด้วยคาถา แต่เมื่อเขายอมรับผิด ยอมกลับตัวกลับใจ เราก็ควรที่จะให้อภัยแก่ผู้สำนึกผิด เป็นการให้ที่ประเสริฐและได้กุศลด้วย"
เมื่อท้องถิ่นสงบสุขหลวงปู่หลิวได้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น เผาถ่าน เก็บเห็ดขาย รับจ้างทำไร่ ระหว่างนั้นได้พบกับแม่ม่ายชื่อ นางหยด เกิดชอบพอกัน จึงอยู่กินด้วยกันและมีบุตรชายด้วยกันหนึ่งคนชื่อ นายกาย นามถาวร
สู่โลกแห่งธรรม
เมื่อหลวงปู่หลิวอายุย่างเข้า ๒๗ ปี เกิดความเบื่อหน่ายในการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นตามสภาวะกิเลสตัณหาของชีวิตฆราวาส ซึ่งไม่ถูกกับนิสัยที่แท้จริงของตนที่รักความสงบและสันโดษเรียบง่าย จิตใจจึงเริ่มน้อมไปทางธรรมะและมีความประสงค์อันแน่วแน่ที่จะบวชเป็นพระภิกษุ
หลวงปู่หลิวได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโบสถ์ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ (แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) โดยมีพระครูโพธาภิรมย์ (แหยม) วัดบ้านเลือก เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์ห่อ วัดบ้านเลือก เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "ปณฺณโก"
ภายหลังอุปสมบท หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้กลับมาจำพรรษา ณ วัดหนองอ้อ ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านบ้านเกิด เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กัน โดยมีครอบครัวและญาติให้ความอุปัฏฐาก ในพรรษาแรกท่านได้ใช้ความรู้ด้านช่างช่วยสร้างศาลาการเปรียญขนาดใหญ่จนสำเร็จ สี่เดือนต่อมาก็ช่วยปรับพื้นศาลา และสร้างกี่กะตุก (กี่ทอผ้า) จำนวน ๕๐ ชุดถวายวัดหนองอ้อ บทบาทพระนักพัฒนาของหลวงปู่หลิวเป็นที่ยอมรับของพระสงฆ์และญาติโยมเป็นอย่างมาก
สมณศักดิ์ การศึกษาพุทธาคม และสายวิชาของหลวงปู่หลิว
พระเถระผู้สั่งสมทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ
ภายหลังจากหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้เข้าสู่เพศสมณะ ชื่อเสียงของท่านมิได้จำกัดอยู่เพียงในฐานะพระนักพัฒนา หากยังเด่นชัดในฐานะพระเถระผู้ทรงพุทธาคมสายโบราณ มีวาจาสิทธิ์และญาณทิพย์ จากการบำเพ็ญเพียรภาวนาจนอำนาจบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยได้ดลบันดาลให้ท่านสามารถขจัดปัดเป่าความทุกข์โศกของญาติโยมได้อย่างอัศจรรย์
หลวงปู่หลิวเคยตั้งปณิธานด้วยสัจจะ ๒ ประการ คือ
๑. งด ละ เลิก อบายมุขทุกชนิด
๒. เมื่อมีโอกาสขอสั่งสมบารมีด้วยการสร้างเสนาสนะ เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
ความปรารถนาอันแรงกล้านี้เป็นผลให้อำนาจบารมีแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายดลบันดาลให้ท่านมี "วาจาสิทธิ์" และ "ญาณทิพย์"
การศึกษาวิชาพุทธาคม
วิทยาคมของหลวงปู่หลิวเกิดจากการตั้งใจศึกษาอย่างจริงจังกับครูบาอาจารย์หลายสาย กล่าวได้ว่าท่านเป็นพระเถระที่มุ่งแสวงหาความรู้โดยไม่ถือดีว่าตนเองมีวิชาอยู่แล้ว ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ถ้าเขามีของดี วิชาดีกว่าเรา เราก็จะขอเรียนเอาทั้งนั้นแหละ" ครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิทยาคมให้แก่หลวงปู่หลิวมีหลากหลายท่าน ทั้งที่เป็นพระและฆราวาส โดยตามที่ปรากฏมีดังนี้
๑. วิชาอาคมจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง
ก่อนอุปสมบทนั้นหลวงปู่หลิวได้เรียนวิชาจากอาจารย์จอมขมังเวทย์ชาวกระเหรี่ยง เป็นเวลาประมาณ ๓ ปี ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางกลับไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยเปลี่ยนมาเรียนทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรี ดังที่ท่านกล่าวว่า "คราวนี้อาตมาเรียนทางเมตตามหานิยมกับคงกระพันชาตรี วิชาฆ่าคนไม่เอาแล้ว เพราะเป็นพระไม่รู้จะเอาไปฆ่าใคร เดี๋ยวจะอาบัติขาดจากความเป็นภิกษุเสีย"
๒. หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี
หลวงปู่หลิวได้เดินทางไปเรียนวิชาลงอาคมอักขระเลขยันต์กับหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี อันเป็นการเพิ่มพูนความรู้ด้านอักขระขอมและการจารยันต์ให้แก่ท่าน
๓. หลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช
ต่อมาหลวงปู่หลิวได้เดินทางลงไปภาคใต้ เพื่อไปศึกษาวิชาอาคมที่สำนักของหลวงพ่อคล้าย วัดสวนขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในภาคใต้
๔. หลวงพ่ออุ้ม วัดตะเคียนเลื่อน จังหวัดนครสวรรค์
หลวงปู่หลิวได้เดินทางไปเรียนวิชากับหลวงพ่ออุ้ม วัดตะเคียนเลื่อน จังหวัดนครสวรรค์ พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านวิชาอาคมสูงมาก ในช่วงเวลาที่เรียนวิชานั้นหลวงพ่ออุ้มได้แสดงวิชาพิสดารแขนงหนึ่งให้หลวงปู่หลิวได้ประจักษ์แก่สายตา โดยสั่งให้หลวงปู่หลิวนำกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ไปวางไว้อีกฝากหนึ่งของภูเขา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทำพิธีออกไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตร และเมื่อวางกระดาษยังจุดที่ต้องการแล้วให้กลับมาหาหลวงพ่ออุ้มยังที่เดิม จากนั้นหลวงพ่ออุ้มได้ทำพิธีลงอักขระ เลขยันต์เสกเป่าอาคมบนเหรียญบาท แล้วปาขึ้นไปในอากาศ มุ่งหมายให้ผ่านเขาที่สูงชันด้วยความแรง หลวงพ่ออุ้มสั่งให้หลวงปู่หลิวเดินทางกลับไปดูที่จุดวางกระดาษไว้นั้น ก็ปรากฏเหรียญบาทที่หลวงพ่ออุ้มได้ลงอักขระนั้นวางอยู่บนแผ่นกระดาษอย่างนิ่งสนิท ด้วยระยะทางไกลถึง ๑๐ กิโลเมตร จึงทำให้หลวงปู่หลิวอัศจรรย์ใจและตั้งใจเรียนวิชานี้ให้ได้
๕. วิชาพญาเต่าเรือน จากหลวงพ่อย่น วัดบ้านฆ้อง จังหวัดราชบุรี
วิชาพญาเต่าเรือนอันโด่งดังนั้น หลวงปู่หลิวได้ศึกษาจากหลวงพ่อย่น แห่งวัดบ้านฆ้อง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี พระอาจารย์ผู้นี้เป็นสุดยอดพระเกจิอาจารย์ระดับจังหวัด ทรงอภิญญาและเชี่ยวชาญด้านพุทธาคม เป็นที่นับถือของชาวบ้านในยุคสมัยนั้น หลวงพ่อย่นได้ถ่ายทอดวิชาพญาเต่าเรือนให้กับหลวงปู่หลิวด้วยความเมตตา เมื่อหลวงปู่หลิวเรียนสำเร็จแล้ว จึงได้นำวิชานี้มาปลุกเสกเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๖
หล่อหลอมเป็นสายวิชาเฉพาะตน
เมื่อรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและวัตถุมงคลที่ปรากฏ จะเห็นได้ว่าหลวงปู่หลิวมิได้เป็นพระเกจิที่สืบทอดวิชาจากสำนักใดสำนักหนึ่งแบบตรงเส้น หากเป็นพระเถระที่ค่อย ๆ หล่อหลอมองค์ความรู้จากหลายสายเข้าด้วยกัน ได้แก่
- สายพญาเต่าเรือนจากหลวงพ่อย่น
- สายอาคมคงกระพันและเมตตาจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง
- สายอักขระเลขยันต์จากหลวงพ่อแดง
- สายวิชาจากหลวงพ่อคล้ายและหลวงพ่ออุ้ม
- สายประสบการณ์จากการแสวงหาวิชากับครูบาอาจารย์ทั่วทุกทิศ
องค์ความรู้ที่หลอมรวมเช่นนี้เองทำให้วิทยาคมของหลวงปู่หลิวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ครอบคลุมทั้งด้านคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และโชคลาภพร้อมกัน
กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
ชื่อเสียงที่ทำให้หลวงปู่หลิวเป็นเทพเจ้าพญาเต่าเรือน
ภายหลังจากหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้สั่งสมบารมีในบทบาทต่าง ๆ ทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดหนองอ้อ บทบาทพระนักพัฒนาในการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะวัดต่าง ๆ ในท้องถิ่นที่ท่านไปจำพรรษา เช่น วัดร้างในหมู่บ้านท่าเสา วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นต้น ส่งผลให้ชื่อเสียงของท่านก็เริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ผู้คนที่เดินทางมาพบท่านในระยะแรกมักขอเพียงน้ำมนต์ คำปรึกษา หรือวัตถุมงคลเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แต่เมื่อมีผู้ได้รับความอุ่นใจหรือเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ตนเชื่อว่าเป็นผลจากบารมีของท่าน เรื่องราวเหล่านั้นจึงถูกเล่าขานสืบต่อกันอย่างกว้างขวาง
ชื่อเสียงด้านเมตตาและการสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์
หลวงปู่หลิวเป็นพระสงฆ์ที่ญาติโยมสามารถเข้าพบได้ ไม่ว่ายากดีมีจน ท่านจะช่วยเหลือทุกคน โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านสนามแย้ที่ท่านได้จำพรรษา ณ วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเวลาถึง ๓๖ ปี ท่านได้รักษาผู้ป่วยด้วยตำรายาแผนโบราณและพุทธาคมควบคู่กัน โดยไม่คิดค่ารักษาญาติโยมในหมู่บ้านสนามแย้ หากมีใครเจ็บป่วย ท่านจะไปเยี่ยมดูอาการด้วยตัวเองโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ท่านมักกล่าวอยู่เสมอว่า "อาตมาไม่มีอะไรจะให้หรอก เป็นหลวงตาเก่า ๆ พระบ้านนอกรูปหนึ่งเท่านั้น ของดีนั้นอยู่ที่โยมแล้ว" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าท่านเน้นให้ผู้รับวัตถุมงคลตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและความไม่ประมาทควบคู่กัน
ต่อมาหลวงปู่หลิวเห็นควรกระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่นอื่น ท่านจึงสร้างวัดขึ้นใหม่ที่ตำบลจระเข้เผือก อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ในการสร้างวัดใหม่นี้บรรดาลูกศิษย์ ญาติโยม และชาวบ้านได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบทุนในการก่อสร้างเสนาสนะให้กับวัดใหม่ของท่านด้วยความศรัทธา วัดใหม่แห่งนี้มีนามว่า “วัดไทรทองพัฒนา” ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๒๓ หลวงปู่หลิวได้มาซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในเขตตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม และได้สร้างวัดขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่ง เรียกกันว่า “วัดไร่แตงทอง” และท่านได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดไร่แตงทอง หลวงปู่หลิวได้พัฒนาวัดไร่แตงทองให้มีความเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กิตติคุณ อภินิหาร และประสบการณ์แห่งศรัทธา
ชื่อเสียงด้านกิตติคุณ อภินิหาร ของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก นั้นแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ในบรรดาอภินิหารที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดคือ การแคล้วคลาดจากอันตรายและคงกระพันชาตรี โดยมีการบอกเล่าถึงประสบการณ์แห่งศรัทธาดังนี้
เหตุการณ์ที่ ๑ ผ้ายันต์ประกันชีวิต ช่วยให้รอดชีวิตจากรถชนประสานงา (พ.ศ. ๒๕๓๕)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวประกอบอาชีพขายผลไม้ ได้รับผ้ายันต์ประกันชีวิตของหลวงปู่หลิวจากเพื่อน ซึ่งเป็นผู้ที่ไปกราบหลวงปู่หลิวที่วัดไร่แตงทองเป็นประจำ วันหนึ่งขณะขับรถกระบะบรรทุกมะม่วงไปขายที่จังหวัดภูเก็ตพร้อมภรรยา เกิดหลับในขับรถพุ่งชนประสานงากับรถที่วิ่งสวนมาเต็มที่ คนขับและผู้โดยสารอีกคันเสียชีวิตทันที ๒ ศพ รถทั้งสองคันแหลกเป็นเศษเหล็ก แต่ลูกศิษย์และภรรยาปลอดภัยไม่มีบาดแผลแต่อย่างใด ในรถไม่มีวัตถุมงคลหรือพระเครื่องอื่นใด นอกจากผ้ายันต์ประกันชีวิตของหลวงปู่หลิวเพียงผืนเดียว
เหตุการณ์ที่ ๒ เสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรก (แคล้วคลาดจากมือปืน)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งประกอบอาชีพขายรถยนต์ที่อำเภอปราณบุรี ได้รับเสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรกจากหลวงปู่หลิว และสวมติดตัวเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งขณะขับรถกระบะกลับบ้านได้มีมือปืนซุ่มอยู่ข้างทาง ระดมยิงปืนนานาชนิดใส่รถกระบะ ลูกศิษย์ท่านนี้ได้เหยียบคันเร่งหลบหนี เมื่อถึงบ้านพบว่ารถกระบะเป็นรูพรุนไปทั่ว แต่กระสุนไม่โดนตนเองเลยแม้แต่นัดเดียว โดยในตัวลูกศิษย์ท่านนี้สวมเสื้อยันต์ตะกรุดของหลวงปู่หลิวเพียงตัวเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ที่ ๓ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นสุขใจ (พ.ศ. ๒๕๔๗)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งอยู่ที่ย่านเจริญกรุง กรุงเทพมหานคร ถูกคู่อริใช้มีดแทงเข้าที่บริเวณชายโครงด้านซ้ายอย่างแรงถึง ๒ ครั้ง หลังเกิดเหตุตรวจดูบริเวณชายโครงปรากฏว่าไม่มีบาดแผล กระดูกชายโครงเป็นปกติ ไม่แตกหัก โดยในวันที่เกิดเหตุลูกศิษย์ท่านนี้ได้พกเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นสุขใจ เนื้อเงิน และพญาเต่าเรือนหล่อโบราณรุ่น ๓ บูชาติดตัวอยู่
เหตุการณ์ที่ ๔ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นแซยิด ๙๕ (พ.ศ. ๒๕๔๕)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่งอาศัยในหมู่บ้านบ้านไร่ จังหวัดกาญจนบุรี ถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ลูกซอง ๓ นัด ทุกนัดที่มือปืนยิงมาโดนเข้าที่หมวกทุกนัด แต่ลูกศิษย์ท่านนี้ไม่เป็นอะไร พบว่ามีเพียงรอยแดงเป็นจ้ำ ๓ แห่ง โดยลูกศิษย์ท่านนี้มีเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นแซยิด ๙๕ ติดตัวเพียงเหรียญเดียวเท่านั้น
เหตุการณ์ที่ ๕ อภินิหารพญาเต่าเรือน รุ่นไตรมาส (พ.ศ. ๒๕๔๗)
นายตำรวจท่านหนึ่งผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวในจังหวัดกาญจนบุรี ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ได้เข้าห้ามทะเลาะวิวาทกลุ่มวัยรุ่น ถูกขวดเหล้าตีที่สีข้างจนสลบ จากนั้นวัยรุ่นแย่งอาวุธปืนของตำรวจท่านนี้และยิงตำรวจท่านนี้ถึง ๓ นัด แต่ลูกปืนด้านทั้ง ๓ นัด จึงรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ พบว่านายตำรวจท่านนี้แขวนเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นไตรมาสติดตัวเพียงเหรียญเดียว
เหตุการณ์ที่ ๖ รอดตายจากอุบัติเหตุรถชน (พ.ศ. ๒๕๕๓)
ลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิวคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลหนองพังตรุ จังหวัดกาญจนบุรี ถูกรถกระบะขับชนขณะกำลังข้ามถนน กระเด็นไปไกลถึง 10 เมตร แต่ปรากฏว่ารอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย พบว่าลูกศิษย์ท่านนี้จะอาราธนาตะกรุดหลวงปู่หลิวติดตัวเพียงอย่างเดียวเสมอ
ความศักดิ์สิทธิ์ของเหรียญพญาเต่าเรือน ด้านค้าขายและโชคลาภ
นอกจากชื่อเสียงด้านคงกระพันและการแคล้วคลาดจากอันตรายแล้วนั้น เหรียญพญาเต่าเรือนของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก ยังมีชื่อเสียงด้านเมตตาค้าขายและโชคลาภ กล่าวกันว่ามีแม่ค้าขายผักในตลาดสดปราณบุรีสองพี่น้อง ได้รับเหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นปลดหนี้ เนื้อทองแดง พ.ศ. ๒๕๓๖ คนละ ๑ เหรียญ ตั้งแต่ได้เหรียญมาบูชา กิจการค้าขายดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ในระยะหลังขายผักสดได้วันละเป็นคันรถบรรทุก ขายหมดทุกวัน นอกจากการค้าจะดีแล้ว ยังมีคนยิ้มให้ทักทายปราศรัยด้วยดีไปทุกที่อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีการบอกเล่าถึงลูกศิษย์ของหลวงปู่หลิว ที่เป็นนักธุรกิจหญิงท่านหนึ่งที่ทำกิจการค้าขายรถยนต์มือสองที่ศูนย์รวมรถยนต์ ย่านบางบัวทอง เล่าว่าก่อนมากราบบูชาหลวงปู่หลิวนั้นกิจการแย่มาก แต่หลังจากมาบูชาพญาเต่าเรือน กิจการก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ และเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ
ทั้งนี้ยังมีการบอกเล่าว่ามีเจ้าของโรงงานผลิตแหนม ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตทางการเงินอย่างหนักและแก้ปัญหาอย่างไรก็ไม่ได้สักที จึงมาขอบูชารูปเหมือนหลวงปู่หลิวนั่งพญาเต่าเรือนไปบูชา ทำให้กิจการในโรงงานดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่บ้านสามหลังที่บอกขายไว้แต่ขายไม่ออก ก็สามารถขายได้หมดทุกหลัง ภายหลังจากที่ได้รูปเหมือนหลวงปู่หลิวไปบูชา
นิมิตและปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ
เรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และอภินิหารของหลวงปู่หลิว ปณฺณโกมีอย่างมากมาย ทั้งจากผู้ที่เคยพบเจอท่านและจากผู้ที่ไม่เคยพบเจอท่าน โดยเล่ากันมาว่ามีผู้ที่ยังไม่รู้จักหลวงปู่หลิว แต่ได้เห็นนิมิตถึงท่านในความฝัน โดยเห็นหลวงปู่นั่งบนหลังเต่าลอยขึ้นมาจากน้ำและโปรยทานเป็นการเผยแผ่เมตตาแก่มวลมนุษย์ เมื่อตื่นมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง จึงได้รับการแนะนำให้มาที่วัดไร่แตงทอง ครั้นได้เห็นรูปหล่อหลวงปู่หลิวนั่งพญาเต่าเรือน ก็พบว่าตรงกับในนิมิตทุกประการ นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยืนยันถึงบารมีของท่านเป็นอย่างมาก
วัตถุมงคล พระเครื่อง และเครื่องรางยุคหลวงปู่หลิว
มรดกแห่งพุทธาคมที่สืบทอดบารมีจากรุ่นสู่รุ่น
เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่หลิว ปณฺณโก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของท่านยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนอย่างไม่เสื่อมคลายคือ วัตถุมงคลนานาชนิดที่ท่านได้จัดสร้าง แจกจ่าย และปลุกเสกตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๕๐๐ ที่วัดสนามแย้ จังหวัดกาญจนบุรี โดยในยุคแรก ๆ นั้นวัตถุมงคลจะเป็นพระเนื้อผงเป็นส่วนใหญ่ วัตถุมงคลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธา และสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อในวิทยาคมของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน
๑. เหรียญพญาเต่าเรือน สัญลักษณ์แห่งพระโพธิสัตว์
วัตถุมงคลที่โด่งดังที่สุดของหลวงปู่หลิวคือ "เหรียญพญาเต่าเรือน" ซึ่งมีรูปร่างเป็นเต่า มี ๔ ขา ปลายหัวด้านบนมีหูอย่างหูเหรียญ และมีอักขระขอมจารึกทั้งสองด้าน เหตุที่หลวงปู่หลิวเลือกเต่ามาเป็นรูปลักษณ์ของวัตถุมงคล ท่านเล่าว่าเพราะเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาว มีศีลธรรม และที่สำคัญที่สุดคือพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นเต่ามาแล้ว
ตำนานพญาเต่าเรือน หลวงปู่หลิวได้เล่าว่าเมื่อสมัยพุทธกาล มีพญากาเผือกผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ริมแม่น้ำใหญ่ ได้ออกไข่ไว้ในรัง ๕ ฟอง วันหนึ่งเกิดพายุรุนแรง ไข่ทั้ง ๕ ฟองถูกพัดตกลงในแม่น้ำ ลอยกระจายไปคนละทิศ สัตว์ต่าง ๆ เก็บไข่แต่ละฟองไปเลี้ยง ได้แก่ เต่า นาค ราชสีห์ โค และงู พระโพธิสัตว์ก็มาเสวยพระชาติเป็นสัตว์ตามผู้เก็บมาเลี้ยงดู ในชาติสุดท้ายทั้ง ๕ พระองค์ได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ตามลำดับคือ กุกุสันโธ พระโกนาคมโน กัสสโป โคตโม และพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งยังไม่ประสูติ พญาเต่าเรือนก็เป็นชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญบารมี หลวงปู่หลิวจึงเล็งเห็นว่าพญาเต่าเรือนนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล และนำมาเป็นแบบในการสร้างวัตถุมงคล พญาเต่าเรือนนี้บูชาได้ร้อยแปด ทั้งคงกระพันชาตรี เมตตา มหานิยม สู้คดีความ ประกอบธุรกิจ และอื่น ๆ อีกมากมาย
๒. ตะกรุดเชือกคาดเอว หัวใจแห่งวิทยาคมสารพัดนึก
สำหรับวิชาการทำตะกรุดเชือกคาดเอวนั้น หลวงปู่หลิวได้ร่ำเรียนมาจากอาจารย์ชาวกระเหรี่ยง และเรียนจากตำราเก่าของหลวงพ่อแดง หลวงพ่อทับ และหลวงพ่ออุ้ม แห่งจังหวัดนครสวรรค์ กรรมวิธีการสร้างนั้นพิถีพิถันอย่างยิ่ง ต้องเขียนอักขระขอมลงในผ้าขาวสองผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้ายันต์ตัวผู้ ผืนหนึ่งเป็นผ้ายันต์ตัวเมีย แล้วนำมาประกบพันเข้าด้วยกัน ถักเชือกรัดไว้อย่างประณีต ใช้เวลาถัก ๔-๕ วันต่อหนึ่งเส้น จากนั้นนำไปทาแชลแล็ก (Shellac) ตากให้แห้ง แล้วจึงนำตะกรุดทั้งหมดเข้าพิธีบวงสรวงไหว้ครู ซึ่งพิธีหนึ่งจะทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ตะกรุดเชือกคาดเอวนี้ใช้ได้สารพัดอย่าง ทั้งเมตตามหานิยม ค้าขาย โชคลาภ และคงกระพันชาตรี โดยมีวิธีดึงตะกรุดตามทิศที่ต้องการคือ ดึงมาไว้ทางซ้ายเพื่อเมตตามหานิยม ทางขวาเพื่อมหาอำนาจ ข้างหน้าเพื่อคงกระพันชาตรี และทางหลังเพื่อแคล้วคลาด
โดยมีข้อห้ามสำหรับผู้ครอบครองตะกรุดคาดเอว ดังนี้
- ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา
- ห้ามเอาไปตีหรือทำคนเล่น
- ห้ามลอดใต้สะพานโดยไม่มีอะไรคุ้มศีรษะ
- ห้ามลอดใต้ราวตากผ้า
- ห้ามพกตะกรุดไปเที่ยวโสเภณี
สำหรับผู้ครอบครองตะกรุดคาดเอวนั้นหากละเมิดข้อห้ามเหล่านี้แล้วตะกรุดจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
๓. จิ้งจกสองหาง เครื่องรางทรงพลังคู่พญาเต่าเรือน
จิ้งจกสองหางเป็นเครื่องรางที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง มีลักษณะเป็นรูปจิ้งจก ๔ ขา หน้าสองข้างมีอักขระขอมพิมพ์ลึก นิ้วเท้าทั้ง ๔ ข้าง มีข้างละ ๕ นิ้ว ปลายลิ้นเป็นรูปอักขระยันต์อุณาโลม และปลายหางแยกออกเป็น ๒ หาง จิ้งจกสองหางใช้เป็นวัตถุมงคลที่บันดาลสุข โชคลาภ เมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรี
๔. กัณหา ชาลี กุมารคู่แห่งความสุขและความสมหวัง
กัณหา ชาลี เป็นวัตถุมงคลรูปกุมารคู่ที่หลวงปู่หลิวสร้างขึ้น โดยอิงจากตำนานทศชาติชาดกกัณฑ์พระเวสสันดร ท่านสอนวิธีบูชาว่าให้จุดธูปแล้วบอกให้กัณหา ชาลี เป็นลูกเรา ให้อยู่กับบ้านดูแลบ้าน เมื่อไปธุระนอกบ้านก็บอกให้เขาไปด้วย หากต้องการให้กัณหา ชาลี ช่วยเรื่องใด ให้บนด้วยกล้วยน้ำว้า น้ำแดง น้ำเขียว จะได้ผลเร็ว ถ้าได้ปฏิบัติตามสม่ำเสมอทุก ๆ วัน ด้วยผลบุญอันนี้จะทำให้มีความสุข ความสมหวัง ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแน่นอน
๕. เสื้อยันต์ตะกรุด ยุคแรก เครื่องรางหายากสุดพิเศษ
เสื้อยันต์ตะกรุดยุคแรกของหลวงปู่หลิวนั้นหาได้ยากมาก ท่านทำแจกลูกศิษย์เพียงไม่กี่คน เพราะกรรมวิธีในการสร้างค่อนข้างยากและพิถีพิถัน โดยการนำตะกรุดมาลงอักขระเลขยันต์ตามตำรา แล้วนำมาร้อยถักเป็นเสื้อลักษณะคล้ายเสื้อกั๊ก ใส่ไว้ด้านในแล้วใส่เสื้อทับอีกชั้นหนึ่ง
วัตถุมงคลของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก
พ.ศ. ๒๕๐๕ — สร้างเหรียญรูปไข่ รูปเหมือนหลวงปู่หลิวครึ่งองค์ รุ่นแรก (วัดสนามแย้)
พ.ศ. ๒๕๐๙ — สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่น ๒ (วัดสนามแย้)
พ.ศ. ๒๕๑๐ — สร้างพระครึ่ง รุ่นฉลองอายุครบ ๖๐ ปี
พ.ศ. ๒๕๑๓ — สร้างเหรียญรูปไข่ รุ่น ๓ เนื้อนวโลหะและเนื้อทองแดง
พ.ศ. ๒๕๑๖ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นแรก
พ.ศ. ๒๕๑๘ — สร้างเหรียญรุ่นพิเศษ (สงครามเกาหลี)
พ.ศ. ๒๕๒๒ — สร้างเหรียญรุ่นฉลองครบ ๖ รอบ (รุ่นแรกวัดไทรทอง)
พ.ศ. ๒๕๒๖ — สร้างเหรียญพิมพ์หยดน้ำ รุ่นเสาร์ ๕ (อายุ ๗๖ ปี)
พ.ศ. ๒๕๓๑ — สร้างเหรียญรุ่นครบรอบอายุ ๘๑ ปี (เหรียญน้ำมนต์รุ่นแรก)
พ.ศ. ๒๕๓๔ — สร้างเหรียญรุ่นหายห่วง เนื้อตะกั่ว และสร้างเหรียญรูปใบโพธิ์ รุ่นร่มโพธิ์
พ.ศ. ๒๕๓๕ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นสร้างโบสถ์
พ.ศ. ๒๕๓๖ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือนหล่อโบราณ รุ่นแรก / รุ่นปลดหนี้ / รุ่นไตรมาส / รุ่นเสาร์เศรษฐี
พ.ศ. ๒๕๓๗ — สร้างพระสมเด็จ รุ่นสารพัดนึก (๑,๐๐๐ องค์) และเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นสุขใจ
พ.ศ. ๒๕๓๘ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นเจ้าสัว และรุ่นรวมพุทธคุณ
พ.ศ. ๒๕๓๙ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นพระพุทธเจ้าปางเปิดโลก และรุ่นแซยิด ๙๒ ปี
พ.ศ. ๒๕๔๐ — สร้างเหรียญกลม รุ่นเสาร์ ๕ (ยันต์ทองม้วน) เหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นเมตตามหาลาภ และรุ่นปลดหนี้ ๔๐
พ.ศ. ๒๕๔๑ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือน รุ่นปัจฉิมวัย (สามพี่น้อง)
พ.ศ. ๒๕๔๒ — สร้างเหรียญพญาเต่าเรือนหล่อโบราณ รุ่นพุทธคุณปู่หลิว / รุ่นเต่าจิ๋ว / รุ่นเงินล้าน / รุ่นสำเร็จจิต / เต่าล็อกเกตรุ่นแรก / รุ่นสอง / รุ่นแซยิด ๙๕
พ.ศ. ๒๕๔๓ — สร้างเหรียญจอบเสาร์ ๕ / เหรียญพญาเต่าเรือนรุ่นสร้างโบสถ์ (วัดไทรทอง) ทองแดง ๓,๐๐๐ เหรียญ / รุ่นนักเลง / ล็อกเกตเต่าสองหน้า / เนื้อเขี้ยวหมูตัน / เนื้อแร่ / รุ่นไตรมาส (เต่าจิ๋ว) รุ่นสุดท้าย / สร้างตะกรุดเชือกคาดเอว รุ่นเสาร์ ๕
นอกจากนี้ยังมีวัตถุมงคลอีกมากมายที่เป็นที่นิยมศรัทธา เช่น พระสมเด็จพระพุทธโสธรรุ่นแรก กัณหา ชาลี และพระปิดตารุ่นต่าง ๆ
คาถาบูชาวัตถุมงคลหลวงปู่หลิว
คาถาบูชาพญาเต่าเรือน
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด — นะมะพะทะ / นาสังสิโม สังสิโมนา / สิโมนาสัง โมนาสังสิ / นะอุทะกะ เนมะอะอุอะ
คาถาบูชาจิ้งจกสองหาง
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด นะมะพะทะ วิเจรุนิ
คาถาเชือกคาดเอว
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด นะมะพะทะ / อุดทังปิทะ นะโมพุทธายะ / ยะธาพุทโมนะ (สวด ๗ จบ)
คาถาพระปิดตา
ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วสวด พุทโธภุทธานัง พุทธตัง พุทธะลาตัง วะตาสิตัง / พุทธโกฏิตัง ชีวหาสะวันนัง มะธุวาจัง / ปิยังมะมะ อุนิมะสะฯ
มรณภาพ เกียรติคุณ และมรดกศรัทธาที่สืบต่อ
หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้อุทิศตนกับการพระพุทธศาสนามาอย่างยาวนาน ทั้งในฐานะพระนักพัฒนา พระนักพุทธาคม และพระผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน สุขภาพของท่านก็เริ่มทรุดโทรมลงภายหลังพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลรุ่นเสาร์ ๕ เมื่อกลางปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคชรา แม้จะมีอาการอาพาธ แต่ท่านก็มิได้ยินดียินร้ายกับการจะอยู่หรือจะไป ด้วยปรัชญาอันลึกซึ้งว่า "ร่างกายคนเรา ย่อมถึงคราวแตกดับก็ต้องกลับ ที่สำคัญคือเมื่อมีชีวิตอยู่ ต้องไตร่ตรองให้รู้ว่า เราเกิดมาทำไม อยู่เพื่ออะไร และจะใช้ชีวิตอย่างไร"
การมรณภาพ
หลวงปู่หลิวเคยปรารภกับลูกหลานว่า ท่านเกิดที่บ้านหนองอ้อ ท่านก็อยากตายที่บ้านหนองอ้อ และหากเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากไป ก็อย่าได้หน่วงเหนี่ยวท่านไว้ เพราะวัฏสงสารเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ในค่ำคืนวันจันทร์ที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๓ เวลา ๒๐.๓๕ น. หลวงปู่หลิวได้ละสังขารอย่างสงบท่ามกลางลูกหลานที่คอยมาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย ณ วัดหนองอ้อ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่านตามที่ปรารภไว้ สิริอายุ ๙๕ ปี ๖๘ พรรษา
การสืบทอดวัดและมรดกศรัทธา
วัดไร่แตงทองซึ่งหลวงปู่หลิวได้สร้างและพัฒนาไว้ ยังคงได้รับการดูแลสืบต่อโดยศิษยานุศิษย์ผู้ที่เคารพในปณิธานของท่าน ทำให้วัดยังคงเป็นศูนย์กลางศรัทธาของผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ วัตถุมงคลยุคทันท่านเริ่มถูกหวงแหนมากขึ้น ผู้ที่เคยได้รับจากมือท่านต่างเก็บรักษาเป็นสมบัติล้ำค่า ความนิยมค่อย ๆ แผ่จากกลุ่มศิษย์เก่าไปสู่กลุ่มนักสะสมรุ่นใหม่ จนเหรียญพญาเต่าเรือนและตะกรุดเชือกคาดเอวของท่านเป็นที่แสวงหาอย่างสูงในระดับนานาชาติ
ด้วยความดีทั้งหลายเหล่านี้ พุทธศาสนิกชนและศิษยานุศิษย์จึงได้ขนานนามให้ท่านว่า "หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เทพเจ้าพญาเต่าเรือน" จนตราบเท่าทุกวันนี้
บทสรุปคุณูปการของหลวงปู่หลิวในฐานะพระเถระผู้เชื่อมศรัทธาชุมชน
วิทยาคม และการพัฒนาวัดเข้าด้วยกัน
เมื่อพิจารณาชีวประวัติ ผลงาน กิตติคุณ และมรดกที่หลวงปู่หลิว ปณฺณโก ได้ฝากไว้ตลอดช่วงชีวิตสมณเพศ จะเห็นได้ชัดว่าท่านมิใช่พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเพียงเพราะวัตถุมงคลได้รับความนิยม หากเป็นพระเถระผู้มีบทบาทครอบคลุมหลายมิติอย่างลึกซึ้ง ทั้งด้านการพัฒนาวัด การภาวนา และการสงเคราะห์ผู้คนผ่านพุทธาคม
๑. หลวงปู่หลิวในฐานะพระนักสร้างและพระนักบริหาร
ตลอดชีวิตสมณเพศ หลวงปู่หลิวได้สร้างและบูรณะวัดวาอารามกว่า ๖ แห่งทั่วภาคกลางและภาคตะวันตก อุดมการณ์แห่งการสร้างสรรค์ของท่านสะท้อนอยู่ในถ้อยคำว่า "การสร้างเสนาสนะวัดวาอาราม เป็นการชักนำให้ประชาชนได้บำเพ็ญทานบารมี รู้จักทำบุญให้วัด มีศาสนสถานไว้ประกอบศาสนกิจ เพื่อให้อนุรักษ์วัฒนธรรมศีลธรรมอันดีงามของไทยสืบไป"
๒. หลวงปู่หลิวในฐานะพระเกจิผู้มีสายวิชาผสมผสาน
ในด้านพุทธาคม หลวงปู่หลิวมิได้เป็นพระเกจิที่สืบทอดจากสำนักเดียว หากเป็นผู้หล่อหลอมวิชาจากหลายครูบาอาจารย์จนเกิดเป็นระบบวิทยาคมเฉพาะตนที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน นี่คือเหตุผลสำคัญที่วัตถุมงคลของท่านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะผู้คนสัมผัสได้ถึงความสม่ำเสมอของพุทธคุณในทุกประเภทวัตถุมงคล ตั้งแต่เหรียญพญาเต่าเรือน ตะกรุดเชือกคาดเอว จิ้งจกสองหาง จนถึงกัณหา ชาลี
๓. หลวงปู่หลิวในฐานะที่พึ่งของสังคมชนบทไทย
หลวงปู่หลิวทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างสมบูรณ์ ท่านรักษาผู้ป่วย รับฟังทุกข์ของผู้คน สงเคราะห์ด้วยน้ำมนต์ เครื่องราง และคำสอน จนผู้คนรู้สึกว่ามีที่พึ่งในยามทุกข์ยาก ดังที่ท่านกล่าวว่า "คนอื่นเป็นสุข จิตเราเป็นสุข นี้แหละบารมีของเรา" ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาชีวิตอันสูงส่งของพระเถระผู้ไม่ยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านอยู่อย่างสมถะ กุฏิไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีที่นอนอย่างดี ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง อยู่อย่างพระธรรมดาทั่วไปและไม่รับสมณศักดิ์ทางสงฆ์ แม้จะมีลูกศิษย์มากมายอ้อนวอน
บทสรุปสุดท้าย
ชีวิตของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก คือภาพสะท้อนของพระเถระไทยแบบสมบูรณ์ในยุคเก่า กล่าวคือเป็นทั้งพระนักพัฒนา พระนักภาวนา และพระนักพุทธาคมในองค์เดียวกัน ความสมบูรณ์เช่นนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถก้าวข้ามสถานะของ "พระเกจิท้องถิ่น" ไปสู่ความเป็น "เทพเจ้าพญาเต่าเรือน" ที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่านยังคงสะท้อนผ่านวัดไร่แตงทอง วัตถุมงคลที่ยังเป็นที่แสวงหา และเรื่องเล่าอภินิหารที่ไม่เคยจางหายไปจากวงการพระเกจิไทย ดังนั้น หากจะกล่าวถึงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทย ชื่อของ หลวงปู่หลิว ปณฺณโก เทพเจ้าพญาเต่าเรือน ย่อมเป็นชื่อที่ไม่อาจละเลยได้อย่างแน่นอน
Video Title Subtitle