วรรณกรรมพื้นบ้าน
เสี่ยงเมี่ยง
นิทานพื้นบ้านลาวครั่งชุมชนทุ่งสีหลง จังหวัดนครปฐม
ความเป็นมาและความสำคัญ เสี่ยงเมี่ยง
เสี่ยงเมี่ยง หรือ "เซียงเมี่ยง" เป็นนิทานพื้นบ้านเรื่องของคนเจ้าปัญญาหรือวรรณคดีร่วมในดินแดนสองฝั่งโขง (อาณาจักรล้านช้าง) คล้ายคลึงกันกับการรับประทาน "ข้าวเหนียวนึ่ง" เพราะพบว่า มีการเล่าสืบต่อกันมาทั้งในฝั่ง สปป.ลาว ภาคเหนือของไทย และภาคอีสานบ้านเฮา เนื้อหาคล้ายคลึงกัน ต่างเพียงสำเนียงและคำศัพท์บางคำเท่านั้น และไปคล้ายกันกับนิทานเรื่อง "ศรีธนญชัย" ของภาคกลาง ของไทยบางตอนเท่านั้น ที่เดิมนั้นแต่งเป็นกาพย์และถูกแปลงเป็นร้อยแก้วในภายหลังเช่นเดียวกัน
ความเป็นมาและความสำคัญ เสี่ยงเมี่ยง
นิทานพื้นบ้านเรื่อง "เซียงเมี่ยง" เป็นนิทานที่ได้รับความนิยมในประเทศลาว เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับการผจญภัยของชายหนุ่ม ซึ่งเกิดมาจากครอบครัวสามัญชน ในการใช้ไหวพริบและความฉลาดในการใช้สติปัญญา เพื่อเอาชนะกษัตริย์ผู้ครองนครและคหบดี โดยนิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการช่วงชิงระหว่างชนชั้น ซึ่งคล้ายคลึงกับวรรณกรรมลาวเรื่องอื่นๆ ซึ่งความฉลาดและมีศิลธรรมของตัวเอกในเรื่อง มีความสำคัญมากกว่าชาติกำเนิด มาที่ชื่อ "เซียงเมี่ยง" มาจากคำ 2 คำ คือ "เซียง" หมายถึง ชายผู้ผ่านการบวชเป็นสามเณรมาแล้วเมื่อสึกออกมาจึงเรียกว่า "เซียง" ในขณะที่ชายผู้ผ่านการบวชเป็นพระมาหลายพรรษาเมื่อสึกออกมาจะเรียกว่าทิด ส่วน เมี่ยงคือชื่อของคนนั่นเอง แต่เมื่อเอามารวมกันเป็นคำว่า "เซียงเมี่ยง" นั้นมีความหมายว่า เป็นชายกะล่อน เจ้าปัญญา ไม่น่าเชื่อถือ "เซียงเมี่ยง" บางที่เขียนเป็น "เซียงเหมี้ยง"
เรื่องเล่า เสี่ยงเมี่ยง
คือนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายในภาคเหนือ และภาคอีสาน ค้นพบพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2501 ซึ่งมีเนื้อหาต่างจาก "ศรีธนญชัย" สำนวนกาพย์ที่แพร่หลายในภาคกลาง เนื้อเรื่องกล่าวถึง "พญาทวาละ" ผู้ครองเมืองทวาลี (ฉบับอักษรธรรม 1 ผูกวัดนามึน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ว่าเป็นเมือง สียุดทิยา) มเหสีประสูติพระโอรส แต่โหรทำนายว่า กุมารน้อยจะเลี้ยงยาก ต้องหาเด็กที่เกิดวันเวลาเดียวกันมาเลี้ยงคู่กันไปเพื่อเป็นการแก้เคล็ด และในเมืองทวาลีนี่เอง ก็มีผู้ชายผู้หนึ่ง ชื่อว่า หมั่นตั้น กับผู้หญิงชื่อว่า นางปลี แต่งงานอยู่กินกันมาหลายปีดีดัก ก็ยังไม่มีลูก จนอยู่มาวันหนึ่ง ตอนกลางคืน นางปลีนอนหลับและฝันว่า ตนนั้นหิวข้าว จึงเดินไปหาเก็บขี้หลักเหยี่ย (ขยะ) กินจนอิ่ม สะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็ประหลาดใจยิ่งนัก เลยไปหาพราห์มเฒ่า แถวๆ นั้นและเล่าความฝันให้ท่านพราห์มฟังว่า ''ข้าน้อยได้เดิน เลาะเก็บหยากไย่ ขี้หลักเหยี่ย กินจนอิ่มท้อง ฝันแบบนี้ มันจะเกิดอะไรหรือมีความหมายว่าอย่างไรท่าน''
เรื่องเล่า เสี่ยงเมี่ยง
พราห์มเฒ่าก็ได้ทำนายความฝันนั้นว่า ''เจ้าจักมีลูกชาย ซึ่งเป็นผู้มีบุญยาธิการ มีปัญญาล้ำเลิศ กว่าชาวบ้านทั่วทั้งแผ่นดิน เป็นคนฉลาดหลักแหลม'' หลังจากนั้นอีกไม่นาน นางปลี ก็ได้ตั้งท้องและคลอดออกมาเป็นผู้ชายจริงดังคำทำนาย จึงได้ตั้งชื่อลูกชายไว้ว่า ''เมี่ยง'' และนี่คือกำเนิดของผู้ชายคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงขจรไกลในเวลาต่อมา พญาทวาละจึงไปขอลูกนางปลี ซึ่งเกิดวันเดียวกันกับพระโอรสมาเลี้ยงร่วมกัน โดยให้นางสนมเป็นคนเลี้ยง เมื่อเด็กชายโตขึ้นจึงถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และมีช่วงหนึ่งได้ออกบวชเป็นสามเณร แล้วก็สึกออกมารับใช้กษัตริย์ต่อไป (ชายที่บวชเณรแล้วสึกออกมา ชาวบ้านจะเรียด "เซียง" นำหน้าชื่อ) นายเมี่ยง จึงถูกเรียกว่า "เซียงเมี่ยง" ซึ่งเขาเป็นผู้มีปัญญา มีปฏิภาณไหวพริบดี มีเล่ห์เหลี่ยม และฉลาดแกมโกง จึงทำให้ชีวิตของเขาต้องคอยฝ่าฟันปัญหาที่เกิดจากความฉลาดของเขานั่นเอง (เรื่องชื่อพ่อ-แม่ของเซียงเมี่ยงนี้ ไม่อาจฟันธงว่าเป็นชื่อใด เพราะผู้เขียนบทความค้นไปก็พบมากมายหลายชื่อ ตามสำนวนของแต่ละแหล่งนะครับ ก็คงเพราะเป็นเรื่องเล่าสืบต่อๆ กันมานั่นเอง อย่างสำนวนของจินดา ดวงใจ ก็ว่าชื่อ นายชัย กับ นางศรี)