งานช่างฝีมือดั้งเดิม
ช่างเครื่องศิริภรณ์
เครื่องศิราภรณ์
เครื่องศิราภรณ์
คำว่า ศิราภรณ์ มาจากคำว่า ศิระ กับคำว่า อาภรณ์ ซึ่งศิระ ก็คือศีรษะ อาภรณ์ ก็คือเครื่องแต่งกาย เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วมันก็คือ เครื่องประดับศีรษะ จากการที่แปลโดยตรงนะ มันจะแยกกันเป็น 3 อย่าง คือ ศิราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ กับพัสตราอาภรณ์ พัสตราอาภรณ์คือเสื้อผ้า ถนิมพิมพาภรณ์ คือเครื่องประดับ ศิราภรณ์คือเครื่องประดับศีรษะ
โดยคุณณัฐภาคย์ สอดสุข เริ่มทำตั้งแต่อายุ 16-17 ปี เกิดขึ้นจากความชอบ และเริ่มเรียนรู้โดยมีครูช่างสอนทำหัวโขนจิ๋ว จนได้ไปเรียนที่นาฏศิลป์สวนสุนันทา ก็ได้มีโอกาสเริ่มทำอย่างค่อนข้างจริงจังจนพัฒนามาเป็นอาชีพ เพราะด้วยความที่พอทำเป็นอาชีพ ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนชอบเรื่องเครื่องประดับไทย เครื่องทรงพระมหากษัตริย์ หรือว่าเครื่องไทยต่าง ๆ ก็เลยกลายมาเป็นอาชีพที่อยากทำและกลายเป็นอาชีพหลักที่ใฝ่ฝัน
เอกลักษณ์ของครูศรจะเป็นคนวาดลายเอง ซึ่งจะมีการต่อลายหรือที่เรียกว่า การผูกลาย อย่างบ้านหลายบ้านก็จะแค่แกะลายแล้วมาแปะให้เต็มแผ่น แต่ของครูจะมีการนำลายมาเรียงต่อกัน ในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์คือติดอย่างไรก็ได้ไม่ให้เห็นปะเกน ไม่ว่าจะงานถูก หรืองานแพง ก็จะกระแหนะลายแน่นทุกพื้นที่ไม่ให้เห็นเนื้อปะเกน ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับงานด้วยว่า ถ้าเป็นงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าต้องการจุดเด่นในการลงลายในเรื่องแพทเทิร์นต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีดินที่มีสูตรเฉพาะซึ่งไม่ใช่สูตรทั่วไป
กระบวนการทำเครื่องศิราภรณ์
สร้างสรรค์ แบบมาตรฐานก็คือแบบที่ทำตามจารีต เช่น ชฎาพระ ชฎานาง รัดเกล้า ที่เราเห็นกันโดยทั่วไป และอีกแบบก็คือแบบสร้างสรรค์ เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพราะว่าคำว่าสร้างสรรค์ คือ เครื่องประดับที่ผิดรูปแบบ ผิดไปจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นทรงมาตรฐานแบบที่ใช้ทั่วไป ซึ่งจะเกิดจากจินตนาการหรือตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย
ขั้นตอนแรกคือ การขึ้นโครง โดยใช้วงเวียนวัดขนาดเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วครึ่ง เพื่อที่จะทำเป็นฐานก่อน ฉลุออกมาเป็นวงใหญ่ แล้วผ่าครึ่ง ครึ่งนึงเป็นด้านบนครึ่งนึงเป็นด้านล่าง เท่ากับว่า หนึ่งแผ่นได้หนึ่งหัว ซึ่งอันนี้จะเป็นมาตรฐานอยู่ที่มุม 90 องศา จะเป็นทรงมาตรฐานที่ดูสวยไม่เหลี่ยมจนเกินไป พอเราได้มาแล้ว เราก็นำวงมาประกบกัน จากนั้นเราก็ตัดปะเกนเป็นเส้น เพื่อที่จะต่อชั้นขึ้นมาทีละชั้น ๆ ชั้นแต่ละชั้น สเกล การวัด แล้วแต่บุคคลว่าจะต้องปรับแค่ไหนเราต้องการทรงไหน จะทรงสามเหลี่ยมตรง ๆ หรือสามเหลี่ยมปิระมิด หรือสามเหลี่ยมหลังคาวัดที่จะมีความโค้ง ซึ่งโดยมาตรฐานจะต้องมี 5 ชั้น แต่โดยมาตรฐานก็คือเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วครึ่ง พอขึ้นโครงเสร็จหมดแล้ว
ขั้นตอนการติดลาย คือใช้ดินที่นวดเสร็จแล้วมากดลายบนแม่พิมพ์ขึ้นมา ขั้นตอนต่อไปคือการแกะลาย แต่ถ้าภาษาโบราณคือ การกระแหนะลาย อุปกรณ์สำคัญเลยคือ เข็ม มีด ไม้กันแหลมสำหรับปั๊มรูติดเพชร ในการติดลายก็คือใช้กาวลาเท็กซ์ แล้วแต่ความถนัดว่าเราใช้กาวสีฟ้าหรือสีแดง ถ้ากาวสีแดงมันจะมีความหนืด ความเหนียวกว่ากาวสีฟ้า เพราะมันใช้กับงานไม้ กาวสีฟ้าใช้กับงานกระดาษ พอกาวกับดินแห้งดีแล้ว ต่อไปก็เป็นการใช้สีรองพื้น คือสีสเปรย์ สีเทารองพื้น มันจะเป็นสีเทาด้าน ๆ มันจะมีอยู่สีเดียว เพราะสีอื่นมันจะเป็นสีมันหมด ขั้นแรกใช้สีเทารองพื้นพ่นทับ แต่ถ้าเกิดเป็นโบราณ จะใช้สีน้ำธรรมดา สีน้ำทาบ้านทา แต่ด้วยความรวดเร็วและยุคสมัยด้วยใช้สีเทาพ่นขั้นที่ 1 เพื่อปกปิดรอยแตกหรือเชื่อมรอยบางรอยที่แนบไม่สนิท และเพื่อเป็นการรองชั้นพื้นให้มันเรียบเนียนยิ่งขึ้น เพราะว่าดินเราอาจจะกดลายแล้วผิวไม่เรียบ เดี๋ยวปิดทองขึ้นมาจะไม่สวย พอสีรองพื้นแห้งแล้ว ขั้นที่ 2 เราจะลงสีมัน สีที่มีพื้นผิวมัน จะเป็นสีอะไรก็ได้แล้วแต่เราจะรังสรรค์มันขึ้นมาตามสบายใจ แต่ส่วนมากจะใช้สีดำหรือสีแดง ที่ใช้สีดำหรือสีแดง เพราะอะไร เพราะเวลาเราทาสีเฟล็กซ์ ซึ่งมันเป็นสีเหลือง เราจะได้มองเห็นชัดว่าตรงไหนยังทาไม่ถึง ยังทาไม่ทั่ว เราพ่นสีมันทับเป็นชั้นที่ 2 แล้วก็ทิ้งให้แห้ง พอปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นเราก็จะทำการใช้สีเฟล็กซ์ สีเฟล็กซ์คือสีน้ำมันชนิดนึงที่เมื่อมันแห้งแล้วแต่ก็ยังมีความเหนียว ไม่เหมือนสีน้ำมันอื่น ๆ ซึ่งสีน้ำมันทั่วไป พอมันแห้งแล้วมันจะแห้งเลย แต่ว่าสีเฟล็กซ์มันแห้งแต่ก็มีความเหนียวอยู่ ไม่ติดมือเราแต่ว่าติดทอง ซึ่งสมัยก่อนถ้าเป็นของโบราณจริง ๆ เขาเรียก น้ำลัก หรือน้ำยางลักที่ใช้สำหรับปิดทอง กลับมาที่เราก็ทาสีเฟล็กซ์ให้ทั่วชิ้นงานของเรา หลังจากนั้นตั้งทิ้งไว้ ตากแดดก็ได้ อันนี้ตากแดดได้แล้วเพราะดินเราแห้งหมดแล้วไม่มีปัญหา เอามือแตะ ๆ ดูก่อน ถ้าสีมันไม่ติดมือ แต่ว่ายังหนึบ ๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การปิดทอง ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้ทองวิทยาศาสตร์ หรือทองคำแท้ ถ้าใช้ทองคำแท้ต้องปล่อยให้สีหายหนึบกว่านั้นเพื่อที่ถ้าเราปิดทองคำแท้ สีแห้งไม่ได้ที่ ทองจะจม คือสีทองจะไม่เงาไม่ผ่อง มันจะเหมือนเนื้อทราย จึงต้องรอให้สีได้ที่ก่อน
พอได้ที่แล้วจึงจะปิดทองคำแท้ได้ แต่ถ้าเป็นทองวิทยาศาสตร์ไม่ต้องรอให้สีแห้งสนิท หากแตะแล้วไม่ติดมือและยังมีความหนึบอยู่ ก็เอาแผ่นทองปิดลงไป ปิดให้ทั่วชิ้นงานก่อน หลังจากนั้นใช้แปรงทาสีกระทุ้งทองลงไปในชิ้นงาน กระทุ้งแบบทั่วไปเลย เสร็จแล้วใช้เศษทองที่เราเหลือจากการกระทุ้งเนี่ย จิ้มเศษทองขึ้นมาแล้ววน วนเป็นเลข 1 ไทย ค่อย ๆ วนไปตรงที่เราจะติด จากนั้นเราก็ปัดเศษทองออก หลังจากปิดทองเสร็จก็เอาไปล้างน้ำ อันนี้คือขั้นตอนอีกขั้นตอนนึงที่ทำให้ชิ้นงานสวย ตอนล้างน้ำไม่ต้องฉีดแรง เปิดน้ำปกติแล้วก็รดลงไปเพื่อล้างเศษขี้ทองที่อยู่ในซอกในหลืบออก จากนั้นเราก็เอาไปตากแดด พอเราไปผึ่งแดดแห้งแล้วเรียบร้อย
ขั้นตอนเก็บรายละเอียด อย่างงานบางชิ้นเราจะต้องทาสี เพราะฉะนั้น เรามาทาสีก่อน เราอยากจะทาสีลงยาอะไรก็แล้วแต่ ทาสีเก็บรายละเอียดให้ดีก่อน จากนั้นก็ประดับแวว ก็แล้วแต่เลยว่าจะเป็นงานประดับกระจกที่มีการเล่นกับแสง แต่เพชรงานจะสวยและได้ราคากว่างานกระจก
การสืบสานภูมิปัญญา
การถ่ายทอดโดยการเปิดสอนการทำให้แก่คนทั่วไปที่สนใจ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย
ดยจะสอนในลักษณะนั่งทำงานด้วยกัน ทำไปพร้อมกัน ในด้านการสืบสานคือเป็น
วิทยากรที่สาขานาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
และมีการให้ข้อมูล ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการทำศิราภรณ์เครื่องประดับให้กับ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และราชมงคลธัญบุรี
ปัญหาและอุปสรรค
สภาพดินฟ้าอากาศที่มีความชื้น มีผลต่อการแห้งของสี
การแห้งของดิน ถ้าไม่มีแดด จะทำให้ระยะเวลาการแห้งของสีเพิ่มขึ้น
หากสีแห้งไม่สนิทพอจะส่งผลต่อการปิดทอง
อ้างอิง
สุกานดา นาคศิลป์. (ม.ป.ป.). หัตถกรรมหมวกเจ๊กที่วังตะกู. โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาคม
สถาบันช่างศิลป์พื้นถิ่น. (2564). หมวดหมู่งานช่างศิลป์ท้องถิ่น. สืบค้นจาก
https://thaiartisan.org/?page=category
คำว่า ศิราภรณ์ มาจากคำว่า ศิระ กับคำว่า อาภรณ์ ซึ่งศิระ ก็คือศีรษะ อาภรณ์ ก็คือเครื่องแต่งกาย เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วมันก็คือ เครื่องประดับศีรษะ จากการที่แปลโดยตรงนะ มันจะแยกกันเป็น 3 อย่าง คือ ศิราภรณ์ ถนิมพิมพาภรณ์ กับพัสตราอาภรณ์ พัสตราอาภรณ์คือเสื้อผ้า ถนิมพิมพาภรณ์ คือเครื่องประดับ ศิราภรณ์คือเครื่องประดับศีรษะ
โดยคุณณัฐภาคย์ สอดสุข เริ่มทำตั้งแต่อายุ 16-17 ปี เกิดขึ้นจากความชอบ และเริ่มเรียนรู้โดยมีครูช่างสอนทำหัวโขนจิ๋ว จนได้ไปเรียนที่นาฏศิลป์สวนสุนันทา ก็ได้มีโอกาสเริ่มทำอย่างค่อนข้างจริงจังจนพัฒนามาเป็นอาชีพ เพราะด้วยความที่พอทำเป็นอาชีพ ด้วยความที่ส่วนตัวเป็นคนชอบเรื่องเครื่องประดับไทย เครื่องทรงพระมหากษัตริย์ หรือว่าเครื่องไทยต่าง ๆ ก็เลยกลายมาเป็นอาชีพที่อยากทำและกลายเป็นอาชีพหลักที่ใฝ่ฝัน
เอกลักษณ์ของครูศรจะเป็นคนวาดลายเอง ซึ่งจะมีการต่อลายหรือที่เรียกว่า การผูกลาย อย่างบ้านหลายบ้านก็จะแค่แกะลายแล้วมาแปะให้เต็มแผ่น แต่ของครูจะมีการนำลายมาเรียงต่อกัน ในส่วนที่เป็นเอกลักษณ์คือติดอย่างไรก็ได้ไม่ให้เห็นปะเกน ไม่ว่าจะงานถูก หรืองานแพง ก็จะกระแหนะลายแน่นทุกพื้นที่ไม่ให้เห็นเนื้อปะเกน ถือเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับงานด้วยว่า ถ้าเป็นงานสร้างสรรค์ที่ลูกค้าต้องการจุดเด่นในการลงลายในเรื่องแพทเทิร์นต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีดินที่มีสูตรเฉพาะซึ่งไม่ใช่สูตรทั่วไป
กระบวนการทำเครื่องศิราภรณ์
สร้างสรรค์ แบบมาตรฐานก็คือแบบที่ทำตามจารีต เช่น ชฎาพระ ชฎานาง รัดเกล้า ที่เราเห็นกันโดยทั่วไป และอีกแบบก็คือแบบสร้างสรรค์ เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพราะว่าคำว่าสร้างสรรค์ คือ เครื่องประดับที่ผิดรูปแบบ ผิดไปจากมาตรฐานเดิมที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นทรงมาตรฐานแบบที่ใช้ทั่วไป ซึ่งจะเกิดจากจินตนาการหรือตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย
ขั้นตอนแรกคือ การขึ้นโครง โดยใช้วงเวียนวัดขนาดเป็นวงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วครึ่ง เพื่อที่จะทำเป็นฐานก่อน ฉลุออกมาเป็นวงใหญ่ แล้วผ่าครึ่ง ครึ่งนึงเป็นด้านบนครึ่งนึงเป็นด้านล่าง เท่ากับว่า หนึ่งแผ่นได้หนึ่งหัว ซึ่งอันนี้จะเป็นมาตรฐานอยู่ที่มุม 90 องศา จะเป็นทรงมาตรฐานที่ดูสวยไม่เหลี่ยมจนเกินไป พอเราได้มาแล้ว เราก็นำวงมาประกบกัน จากนั้นเราก็ตัดปะเกนเป็นเส้น เพื่อที่จะต่อชั้นขึ้นมาทีละชั้น ๆ ชั้นแต่ละชั้น สเกล การวัด แล้วแต่บุคคลว่าจะต้องปรับแค่ไหนเราต้องการทรงไหน จะทรงสามเหลี่ยมตรง ๆ หรือสามเหลี่ยมปิระมิด หรือสามเหลี่ยมหลังคาวัดที่จะมีความโค้ง ซึ่งโดยมาตรฐานจะต้องมี 5 ชั้น แต่โดยมาตรฐานก็คือเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้วครึ่ง พอขึ้นโครงเสร็จหมดแล้ว
ขั้นตอนการติดลาย คือใช้ดินที่นวดเสร็จแล้วมากดลายบนแม่พิมพ์ขึ้นมา ขั้นตอนต่อไปคือการแกะลาย แต่ถ้าภาษาโบราณคือ การกระแหนะลาย อุปกรณ์สำคัญเลยคือ เข็ม มีด ไม้กันแหลมสำหรับปั๊มรูติดเพชร ในการติดลายก็คือใช้กาวลาเท็กซ์ แล้วแต่ความถนัดว่าเราใช้กาวสีฟ้าหรือสีแดง ถ้ากาวสีแดงมันจะมีความหนืด ความเหนียวกว่ากาวสีฟ้า เพราะมันใช้กับงานไม้ กาวสีฟ้าใช้กับงานกระดาษ พอกาวกับดินแห้งดีแล้ว ต่อไปก็เป็นการใช้สีรองพื้น คือสีสเปรย์ สีเทารองพื้น มันจะเป็นสีเทาด้าน ๆ มันจะมีอยู่สีเดียว เพราะสีอื่นมันจะเป็นสีมันหมด ขั้นแรกใช้สีเทารองพื้นพ่นทับ แต่ถ้าเกิดเป็นโบราณ จะใช้สีน้ำธรรมดา สีน้ำทาบ้านทา แต่ด้วยความรวดเร็วและยุคสมัยด้วยใช้สีเทาพ่นขั้นที่ 1 เพื่อปกปิดรอยแตกหรือเชื่อมรอยบางรอยที่แนบไม่สนิท และเพื่อเป็นการรองชั้นพื้นให้มันเรียบเนียนยิ่งขึ้น เพราะว่าดินเราอาจจะกดลายแล้วผิวไม่เรียบ เดี๋ยวปิดทองขึ้นมาจะไม่สวย พอสีรองพื้นแห้งแล้ว ขั้นที่ 2 เราจะลงสีมัน สีที่มีพื้นผิวมัน จะเป็นสีอะไรก็ได้แล้วแต่เราจะรังสรรค์มันขึ้นมาตามสบายใจ แต่ส่วนมากจะใช้สีดำหรือสีแดง ที่ใช้สีดำหรือสีแดง เพราะอะไร เพราะเวลาเราทาสีเฟล็กซ์ ซึ่งมันเป็นสีเหลือง เราจะได้มองเห็นชัดว่าตรงไหนยังทาไม่ถึง ยังทาไม่ทั่ว เราพ่นสีมันทับเป็นชั้นที่ 2 แล้วก็ทิ้งให้แห้ง พอปล่อยให้แห้ง หลังจากนั้นเราก็จะทำการใช้สีเฟล็กซ์ สีเฟล็กซ์คือสีน้ำมันชนิดนึงที่เมื่อมันแห้งแล้วแต่ก็ยังมีความเหนียว ไม่เหมือนสีน้ำมันอื่น ๆ ซึ่งสีน้ำมันทั่วไป พอมันแห้งแล้วมันจะแห้งเลย แต่ว่าสีเฟล็กซ์มันแห้งแต่ก็มีความเหนียวอยู่ ไม่ติดมือเราแต่ว่าติดทอง ซึ่งสมัยก่อนถ้าเป็นของโบราณจริง ๆ เขาเรียก น้ำลัก หรือน้ำยางลักที่ใช้สำหรับปิดทอง กลับมาที่เราก็ทาสีเฟล็กซ์ให้ทั่วชิ้นงานของเรา หลังจากนั้นตั้งทิ้งไว้ ตากแดดก็ได้ อันนี้ตากแดดได้แล้วเพราะดินเราแห้งหมดแล้วไม่มีปัญหา เอามือแตะ ๆ ดูก่อน ถ้าสีมันไม่ติดมือ แต่ว่ายังหนึบ ๆ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือ การปิดทอง ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้ทองวิทยาศาสตร์ หรือทองคำแท้ ถ้าใช้ทองคำแท้ต้องปล่อยให้สีหายหนึบกว่านั้นเพื่อที่ถ้าเราปิดทองคำแท้ สีแห้งไม่ได้ที่ ทองจะจม คือสีทองจะไม่เงาไม่ผ่อง มันจะเหมือนเนื้อทราย จึงต้องรอให้สีได้ที่ก่อน
พอได้ที่แล้วจึงจะปิดทองคำแท้ได้ แต่ถ้าเป็นทองวิทยาศาสตร์ไม่ต้องรอให้สีแห้งสนิท หากแตะแล้วไม่ติดมือและยังมีความหนึบอยู่ ก็เอาแผ่นทองปิดลงไป ปิดให้ทั่วชิ้นงานก่อน หลังจากนั้นใช้แปรงทาสีกระทุ้งทองลงไปในชิ้นงาน กระทุ้งแบบทั่วไปเลย เสร็จแล้วใช้เศษทองที่เราเหลือจากการกระทุ้งเนี่ย จิ้มเศษทองขึ้นมาแล้ววน วนเป็นเลข 1 ไทย ค่อย ๆ วนไปตรงที่เราจะติด จากนั้นเราก็ปัดเศษทองออก หลังจากปิดทองเสร็จก็เอาไปล้างน้ำ อันนี้คือขั้นตอนอีกขั้นตอนนึงที่ทำให้ชิ้นงานสวย ตอนล้างน้ำไม่ต้องฉีดแรง เปิดน้ำปกติแล้วก็รดลงไปเพื่อล้างเศษขี้ทองที่อยู่ในซอกในหลืบออก จากนั้นเราก็เอาไปตากแดด พอเราไปผึ่งแดดแห้งแล้วเรียบร้อย
ขั้นตอนเก็บรายละเอียด อย่างงานบางชิ้นเราจะต้องทาสี เพราะฉะนั้น เรามาทาสีก่อน เราอยากจะทาสีลงยาอะไรก็แล้วแต่ ทาสีเก็บรายละเอียดให้ดีก่อน จากนั้นก็ประดับแวว ก็แล้วแต่เลยว่าจะเป็นงานประดับกระจกที่มีการเล่นกับแสง แต่เพชรงานจะสวยและได้ราคากว่างานกระจก
การสืบสานภูมิปัญญา
การถ่ายทอดโดยการเปิดสอนการทำให้แก่คนทั่วไปที่สนใจ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย
ดยจะสอนในลักษณะนั่งทำงานด้วยกัน ทำไปพร้อมกัน ในด้านการสืบสานคือเป็น
วิทยากรที่สาขานาฏศิลป์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
และมีการให้ข้อมูล ให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการทำศิราภรณ์เครื่องประดับให้กับ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และราชมงคลธัญบุรี
ปัญหาและอุปสรรค
สภาพดินฟ้าอากาศที่มีความชื้น มีผลต่อการแห้งของสี
การแห้งของดิน ถ้าไม่มีแดด จะทำให้ระยะเวลาการแห้งของสีเพิ่มขึ้น
หากสีแห้งไม่สนิทพอจะส่งผลต่อการปิดทอง
อ้างอิง
สุกานดา นาคศิลป์. (ม.ป.ป.). หัตถกรรมหมวกเจ๊กที่วังตะกู. โรงเรียนศรีวิชัยวิทยาคม
สถาบันช่างศิลป์พื้นถิ่น. (2564). หมวดหมู่งานช่างศิลป์ท้องถิ่น. สืบค้นจาก
https://thaiartisan.org/?page=category