สำนักศิลปะวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
งานช่างฝีมือดั้งเดิม

ช่างสานหมวกเจ็ก นครปฐม

หมวกเจ๊กหรือหมวกกุ้ยเล้ย

“หมวกเจ๊กหรือหมวกกุ้ยเล้ย”

จะมีลักษณะทรงกลม หัวแหลม อัตลักษณ์ที่โดดเด่นของงานหัตถกรรมการสานหมวกเจ๊ก คือมีลักษณะการสานลายตาฉลอม มีรูปทรงที่สวยงามไม่ซ้ำรูปแบบหมวกชนิดอื่น เป็นที่ยอมรับกันว่านี่คือเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนจีนต้นตำรับและได้รับสืบทอดมาเป็นมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย

ในอดีตตำบลวังตะกูเป็นชุมชนที่มีคนจีนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และได้นำเอาวัฒนธรรมการสานหมวกเจ๊ก ที่ชาวจีนเรียกว่า กุ้ยเล้ย หรือ กุ้ยหล้ย หมายถึง หมวกที่ทำมาจากไม้ไผ่สานต่อกับยอดแหลมกรุด้วยใบไผ่ เป็นรูปทรงของหมวกแบบประเทศจีนและเวียดนาม การสานหมวกเจ๊กในชุมชนเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมานานในลักษณะพ่อแม่ถ่ายทอดให้ลูกสืบต่อกัน จากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง และมีการเรียนรู้ที่จำกัดอยู่ในครอบครัว อาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญเป็นหลัก และยังคงรักษาเอกลักษณ์ด้านรูปทรงตามแบบที่บรรพบุรุษถ่ายทอดไว้ โดยจุดประสงค์หลักของการสานหมวกเจ๊กนั้นเพื่อการใช้สอยในชีวิตประจำวันเป็นหลัก เนื่องจากชาววังตะกูส่วนใหญ่ทำสวน จึงต้องใช้หมวกเพื่อป้องกันแสงแดดและฝน นอกจากนี้ยังใช้หมวกเจ๊กในประเพณีทิ้งกระจาดเป็นการบริจาคทานอย่างหนึ่งที่ได้กุศล เป็นพิธีกรรมทางความเชื่อที่ถือเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวจีน ในอดีตชาวชุมชนวังตะกูและทุ่งเผาเต่าแทบทุกครัวเรือนเมื่อว่างเว้นจากการทำสวน จะประกอบอาชีพเสริมด้วยการสานหมวกเจ๊กขาย ทุกคนภายในครอบครัวจะช่วยกันสานหมวกได้ โดยในแต่ละวันจะสามารถสานหมวกได้ 10-15 ใบ และมีพ่อค้ามารับซื้อถึงบ้าน ทำให้ครอบครัวมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น หมวกเจ๊ก นอกจากจะมีประโยชน์ใช้สอยที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของชาวชนบทแล้ว เป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่อนุรักษ์ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของไม้ไผ่ที่มีคุณค่าสอดคล้องกับสภาพการดำรงชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยสำหรับประโยชน์ในการใช้สอย

กระบวนการสานหมวกเจ๊ก
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการสานหมวกเจ๊ก มีดังนี้
1.ไม้ไผ่สีสุก
2.ใบไผ่บง
3.มีดโต้สำหรับจักตอก
4.เลื่อยสำหรับเลื่อยไม้ไผ่
5.เลียดสำหรับครูดหรือขูดตอกให้เรียบ

ขั้นตอนการเตรียมวัสดุอุปกรณ์
1. ลำไม้ไผ่สีสุก
คัดเลือกไม้ไผ่ เนื้อไม้ต้องไม่แก่หรืออ่อนเกินไป และตัดไม้ไผ่จากกอตามที่คัดเลือกไว้ เลื่อยลำไผ่ออกเป็นท่อนๆ เพื่อนำไปจักตามการใช้งาน ดังนี้
- ตอก ไม่มีผิวไผ่ ขนาดความยาว 19 นิ้ว (สำหรับสานหมวกใบเล็ก) ขนาดความยาว 21 นิ้ว (สำหรับสานหมวกขนาดกลาง) ขนาดความยาว 24 นิ้ว (สำหรับสานหมวกขนาดใหญ่) จำนวน 46 เส้น
- ตอก มีผิวไผ่ ขนาดความยาว 2 เมตร สำหรับร้อยขอบหมวก จำนวน 1 เส้น
- ตอก มีผิวไผ่ ขนาดความหนา 0.5 เซนติเมตร ยาว 2 เมตร สำหรับทำขอบหมวก 1 เส้น
- ตอก ไม่มีผิวไผ่ ขนาดความกว้าง 1 นิ้ว ยาว 14 นิ้ว หนา 0.25 เซนติเมตร จำนวน 2 เส้น
- ตอกเส้นเล็กสำหรับร้อยหัวหมวก 1 เส้น

2. ใบไผ่บง
ใช้ใบไผ่บงขนาดใหญ่ตากแดดให้แห้ง และมัดใบไผ่ไว้ด้วยกัน นำใบไผ่ที่แช่น้ำประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อให้เกิดความนุ่มและเรียบ ไม่กรอบแตก พร้อมที่จะนำไปกรุบนหมวกได้

3. ขั้นตอนการสาน
การสานหมวกเจ๊ก จะต้องสานโครงหมวก 2 ใบ แล้วนำซ้อนกันดังรายละเอียดต่อไปนี้
- นำตอกไม่มีผิวไผ่ มาสานโครงหมวกใบแรก โดยเริ่มจากยอดกึ่งกลางหมวกลงมาเรื่อยๆ
- เมื่อสานโครงหมวกได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ต้องเก็บหรือเม้มริมหมวก เพื่อเป็นการขัดปลายตอกให้เรียบร้อย ไม่หลุดลุ่ย
- นำตอกไม่มีผิวไผ่ มาสานโครงหมวกใบที่สองเริ่มจากยอดกึ่งกลางหมวกเช่นกัน โดยนำมาทาบกับรองหมวก (หมวกใบแรกที่สานเสร็จแล้วตามข้อ 2 ) สานตามรูปเดิมทุกประการ
- หงายโครงหมวกใบแรก กรุด้วยใบไผ่แห้งซึ่งแช่น้ำแล้ว วางเรียงตามแนวยาวของใบไผ่จากยอดหมวกลงมาจนเต็มโครงหมวก ดังรูป จากนั้นนำโครงหมวกใบที่สองมาวางซ้อนทับ (ใบไผ่จะอยู่ระหว่างโครงหมวกใบแรกและใบที่สอง) หรือใช้พลาสติกใสวางบนโครงหมวกใบแรกก่อนวางเรียงใบไผ่ก็ได้ เพื่อให้หมวกมีความคงทนยิ่งขึ้น
- นำตอกที่มีผิวไผ่ มาร้อยเป็นขอบ จนรอบหมวก
- นำตอกที่มีผิวไผ่ มาสอดเข้ากับตอกที่ร้อยไว้แต่แรก แล้วรัดตอกให้แน่น
- นำตอกที่ไม่มีผิวไผ่ 2 เส้น มาเสียบขัดยอดหมวกเพื่อกันน้ำฝนรั่ว แล้วร้อยด้วยตอกเส้นเล็ก
- นำหมวกที่สานเสร็จแล้วไปตากให้แห้ง

การสืบสานภูมิปัญญา
ในอดีตการสืบสานจากบรรพบุรุษเป็นการแฝงภูมิปัญญาอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน ที่หลังเลิกจากงานไร่งานสวน ทุกคนภายในครอบครัวจะมานั่งล้อมวงพูดคุย เล่าเรื่องต่างๆแบ่งปันกัน ในขณะที่มือก็สานหมวกเจ๊กไปด้วย รวมไปถึงเด็กๆก็ สามารถเรียนรู้และช่วยสานหมวกได้ แต่ในปัจจุบันนี้เหลือครอบครัวที่ยังประกอบ อาชีพสานหมวกเจ๊กอยู่เพียง 4 หลังคาเรือน และด้วยกระแสโลกที่เปลี่ยนไปความ สะดวกสบายเข้ามาแทนที่ ลูกหลานคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันที่ออกไปประกอบอาชีพ ในเมือง จึงไม่มีใครสืบสานภูมิปัญญาการสานหมวกเจ๊กต่อ

ปัญหาและอุปสรรค
1. ความต้องการใช้หมวกเจ๊กยังคงมีอยู่ แม้จะมีหมวกที่ผลิตจากวัสดุอื่นๆ แต่เกษตรกร ก็ยังนิยมใช้หมวกเจ๊กในการทำไร่ ทำสวน ในอนาคตราคาหมวกเจ๊กอาจจะสูงขึ้น เนื่องจากมีผู้ผลิตน้อยลง ไม้ไผ่ก็หายาก และมีราคาแพง
2. วัตถุดิบในการสานหมวกเจ๊ก เนื่องจากต้นไผ่ในชุมชนหลงเหลือน้อยมากแล้ว หากเป็นวัตถุดิบที่เป็นไผ่ในชุมชนก็จะดีกว่าการไปซื้อไผ่จากที่อื่น
3. ปัญหาหลักของชุมชนคือไม่มีคนสืบทอดภูมิปัญญาการสานหมวกเจ๊กแล้ว
NPRU Cultural
Knowledge Hub

กรุณารอสักครู่...