งานช่างฝีมือดั้งเดิม
ช่างปูนปั้นสด และจิตรกรรมฝาผนัง
ปูนปั้นสด
ปูนปั้นสด
ประณีตศิลป์ประเภทงานปั้นโดยอาศัยปูนโขลกปูนตำเป็นวัสดุสำคัญ ปั้นทำลวดลายประดับสำหรับตกแต่งติดกับวัตถุสถานต่าง ๆ เช่นพื้นหน้าบันกรอบซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง เป็นต้น ประณีตศิลป์ประเภทงานปูนปั้น มิใช่ประณีตศิลป์ที่เพิ่งจะมาเกิดมีขึ้นเป็นคราวแรกใน รัชกาลที่ 3 งานปูนปั้นที่จัดเป็นประณีตศิลป์ได้มีอยู่แล้วและทำสืบกันลงมาแต่โบราณ ส่วนงานปูนปั้นซึ่งได้ทำขึ้นระหว่างรัชกาลที่ 3 นั้น มีสาระสำคัญอันเนื่องมาแต่พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นการใหม่ ๆ ต่างกว่าขนบนิยมของงานปูนปั้น อันเคยถือปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ซึ่งจะได้อธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะต่อไปข้างหน้า งานปูนปั้นที่ได้ทำขึ้นสำหรับตกแต่งวัตถุสถานต่าง ๆ เมื่อรัชกาลที่ 3 นั้น สังเกตได้ว่าใช้ปูนตำ 2 ชนิดด้วยกันคือปูนผสมน้ำกาวชนิด 1 กับปูนผสมน้ำมันอีกชนิด 1 คุณสมบัติของปูนตำทั้ง 2 ชนิดนี้ มีความคงทนเสมอกัน แต่ จะต่างกันที่ปูน ผสมน้ำมันนั้นมีสิ่งมารวมผสมทำให้เนื้อปูนละเอียดกว่าปูน ผสมน้ำกาวปูนตำชนิดนี้จึงมักใช้ปั้นสิ่งที่ต้องการแสดงส่วนละเอียดให้ได้มาก ชัดเจน และวิจิตรประณีต ส่วนปูนผสมน้ำกาวเนื้อปูนติดจะหยาบจึงใช้ปั้นแต่ของใหญ่ ๆ ไม่สู้ต้องการแสดงส่วนละเอียดมากนัก สาระสำคัญในด้านความคิดและรูปแบบซึ่งจะเห็นได้ในงานปูนปั้นต่าง ๆ ต่อไปนี้
กระบวนการทำปูนปั้นสด
ศิลปะ ปูนปั้น เป็นเทคนิคการประดับตกแต่ง ที่ช่างไทย นิยมนำ มาใช้ในการตกแต่งลวดลายบนงานสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้าง ด้วยอิฐ หรือ ศิลาแลง มีปรากฏตั้งแต่สมัยทวารวดีและยังคงเป็นที่ นิยมสืบต่อกันมาทุก ยุคสมัย ดังจะพบเห็นได้ตามโบราณสถานโดย ทั่วไป ลวดลายเครื่องสถาปัตยกรรมที่ทำจากปูนปั้น มีทั้งที่เป็นรูป บุคคล รูปสัตว์ ลวดลายพันธุ์พฤกษาเป็นภาพเล่าเรื่องและอื่นๆ อีกมาก มีทั้งที่ทำเป็นภาพนูนสูง นูนต่ำ หรือทำเป็นประติมากรรมลอย ตัวทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคตินิยมและฝีมือช่าง
การปั้นปูนแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ การปั้นสด หรือ การปั้นที่ขึ้นรูปด้วยมือโดยตรง และการอัดปูนลงในแม่พิมพ์เป็นรูปลาย และยังมีการตกแต่งผิวของปูนปั้น เพื่อความสวยงามด้วยวิธีลงรักปิด ทอง ลงรักประดับกระจก หรือลงสีเขียนระบายด้วยก็ได้ลวด ลายปูนปั้นที่ประดับโบราณสถาน รวมทั้งเทคนิคในการทำแต่ละยุคสมัย จะมีรายละเอียดในรูปแบบ สามารถใช้ กำหนดอายุโบราณสถาน ที่มีลวดลายปูนนั้นๆ ประดับอยู่ได้ ลายปูนปั้นที่ประดับอยู่ตามโบราณสถาน โดยทั่วไป มักอยู่ ในสภาพชำรุด เพราะภูมิอากาศ ความชื้นและฝนทำให้หักพังและหลุดร่วงได้ง่าย ศิลปะ ปูนปั้นของไทย ที่นิยมปั้นตกแต่งอาคารพุทธสถาน ปราสาทราชวังมาแต่เดิมนี้ มีชื่อเรียกที่บ่งบอก ลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้
ปูนโบราณ เรียกตามการจัดยุคสมัย
ปูนตำ เรียกตามลักษณะขบวนการสร้างเนื้อวัสดุ
ปั้นปูนสด ปูนสด เรียกตามลักษณะสภาพเนื้อวัสดุที่เป็นอยู่ในขณะนำไปใช้ซึ่งมีความหมายใกล้ เคียงกับ ชื่อขบวนการในการปฏิบัติงานประติมากรรมสากลอย่างหนึ่ง คือขบวนการปั้นสดด้วยปูนปลาสเตอร์
ปูนงบน้ำอ้อย ปูนน้ำอ้อย ปูนน้ำมัน ปูนน้ำมันทั่งอิ๊ว เรียกตามส่วนผสมที่มีอยู่ในเนื้อวัสดุ
ปูนไทย ปูนจีน ปูนฝรั่ง เรียกตามวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาในทางช่าง
ปูนเพชร เรียกตามคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของเนื้อปูน เนื่องจากเมื่อแห้งและแข็งตัวแล้วจะแข็งแกร่งมาก ประดุจเพชร ปูนปั้นนี้มีมาแต่โบราณมีอยู่ทั่วทุกภาคทุกพื้นที่ของอาณาจักรสยาม เมื่อมีวัฒนธรรมตะวันตก เข้ามาในสมัย รัตนโกสินทร์มีการนำเทคนิค และวัสดุใช้งานแบบใหม่เข้ามา คือ ปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ขบวนการช่างไทย ของเดิมถูกทอดทิ้งไป
ปูนหมัก เรียกตามขบวนการผลิตเนื้อปูนที่ต้องหมักไว้ก่อนใช้งาน
งานปูนปั้น นับเป็นงานช่างสาขาหนึ่งที่สืบทอดต่อกันมานาน เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาแต่โบราณ มีทั้งงานปั้นองค์พระพุทธรูปและปั้นประดับตกแต่งอาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมหน้าบัน อุโบสถ วิหาร ฐานพระพุทธรูป ฐานเจดีย์ ลายที่ปั้นมักเป็นลายไทยที่มีความวิจิตรพิสดารผสมผสานกันอยู่กับรูปปั้นพุทธประวัติ ประกอบด้วย เทพ เทวดา สัตว์หิมพานต์ และสัตว์ในวรรณคดี ในอดีตการปั้นจะใช้ปูนซึ่งทำมาจากเปลือกหอยเผาไฟที่นำไปตำจนละเอียดผสมกับน้ำอ้อย กระดาษ หนังหรือเขาสัตว์เผาไฟ แล้วนำไปตำรวมกัน ทำให้ได้ปูนที่มีความเหนียวสามารถปั้นเป็นรูปต่างๆได้ง่าย และเมื่อแห้งแล้ว จะแข็งตัวและทนแดด ทนฝนได้ดี ปัจจุบัน ช่างปั้นจะใช้ปูนขาวสำหรับปั้น ที่มีขายในท้องตลาดไปตำรวมกับกระดาษ กาวหนังสัตว์ ทรายละเอียดและน้ำเพื่อให้ได้ปูนที่มีความเหนียวพอดีเหมาะสำหรับงานปั้น
ในการที่จะสร้างงานประติมากรรมปูนปั้นให้ได้ดีนั้น ต้องมีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติ เพราะเมื่อเริ่มปฏิบัติในช่วงแรกจะมีความรู้สึกยาก แต่พอปฏิบัติผ่านไปเรื่อยๆ จะเริ่มเข้ามือมีทักษะในการปั้นขึ้นและสนุกกับการปั้น บางคนฝึกสมาธิโดยการปั้นรูปเพราะจะทำให้สมาธินิ่งขึ้นหรือการนวดปูน การขึ้นรูปปูนเป็นการใช้แรงออกกำลังกายอย่างหนึ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีเลือดลมสูบฉีด สิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากในกระบวนการปั้นนั้นจะต้องวาดเส้น (Drawing) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่กับงานปั้น ประติมากรที่เก่งนั้นจะวาดเส้นดีทุกคนเพราะพื้นฐานสำคัญในการปั้นรูปให้ได้ดี
การสืบสานภูมิปัญญา
ในการที่จะสร้างงานประติมากรรมปูนปั้นให้ได้ดีนั้นต้อง มีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติ เพราะเมื่อเริ่มปฏิบัติในช่วงแรกจะมีความรู้สึกยาก แต่พอปฏิบัติผ่านไปเรื่อยๆจะเริ่มเข้ามือมีทักษะในการปั้นขึ้นและสนุกกับการ ปั้น เปรียบเสมือนการฝึกขับรถใหม่ๆ จะดูสับสนไปหมด เพราะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายแต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งจะเกิดทักษะในการ ปฏิบัติงานขึ้น การปั้นรูปนอกจากจะฝึกฝนให้เกิดความชำนาญแล้วยังส่งผลประโยชน์ทั้งทางร่าง กายและจิตใจ บางคนฝึกสมาธิโดยการปั้นรูปเพราะจะทำให้สมาธินิ่งขึ้นหรือการนวดปูน การขึ้นรูปปูนเป็นการใช้แรงออกกำลังกายอย่างหนึ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีเลือด ลมสูบฉีด สิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากในกระบวนการปั้นนั้นจะต้องวาดเส้น (Drawing) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่กับงานปั้น ประติมากรที่เก่งนั้นจะวาดเส้นดีทุกคนเพราะพื้นฐานสำคัญในการปั้นรูปให้ได้
ปัญหาและอุปสรรค
การทำงานใช้เวลามากขาดช่างฝีมือรุ่นต่อไป
ประณีตศิลป์ประเภทงานปั้นโดยอาศัยปูนโขลกปูนตำเป็นวัสดุสำคัญ ปั้นทำลวดลายประดับสำหรับตกแต่งติดกับวัตถุสถานต่าง ๆ เช่นพื้นหน้าบันกรอบซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง เป็นต้น ประณีตศิลป์ประเภทงานปูนปั้น มิใช่ประณีตศิลป์ที่เพิ่งจะมาเกิดมีขึ้นเป็นคราวแรกใน รัชกาลที่ 3 งานปูนปั้นที่จัดเป็นประณีตศิลป์ได้มีอยู่แล้วและทำสืบกันลงมาแต่โบราณ ส่วนงานปูนปั้นซึ่งได้ทำขึ้นระหว่างรัชกาลที่ 3 นั้น มีสาระสำคัญอันเนื่องมาแต่พระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เป็นการใหม่ ๆ ต่างกว่าขนบนิยมของงานปูนปั้น อันเคยถือปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ซึ่งจะได้อธิบายเรื่องนี้โดยเฉพาะต่อไปข้างหน้า งานปูนปั้นที่ได้ทำขึ้นสำหรับตกแต่งวัตถุสถานต่าง ๆ เมื่อรัชกาลที่ 3 นั้น สังเกตได้ว่าใช้ปูนตำ 2 ชนิดด้วยกันคือปูนผสมน้ำกาวชนิด 1 กับปูนผสมน้ำมันอีกชนิด 1 คุณสมบัติของปูนตำทั้ง 2 ชนิดนี้ มีความคงทนเสมอกัน แต่ จะต่างกันที่ปูน ผสมน้ำมันนั้นมีสิ่งมารวมผสมทำให้เนื้อปูนละเอียดกว่าปูน ผสมน้ำกาวปูนตำชนิดนี้จึงมักใช้ปั้นสิ่งที่ต้องการแสดงส่วนละเอียดให้ได้มาก ชัดเจน และวิจิตรประณีต ส่วนปูนผสมน้ำกาวเนื้อปูนติดจะหยาบจึงใช้ปั้นแต่ของใหญ่ ๆ ไม่สู้ต้องการแสดงส่วนละเอียดมากนัก สาระสำคัญในด้านความคิดและรูปแบบซึ่งจะเห็นได้ในงานปูนปั้นต่าง ๆ ต่อไปนี้
กระบวนการทำปูนปั้นสด
ศิลปะ ปูนปั้น เป็นเทคนิคการประดับตกแต่ง ที่ช่างไทย นิยมนำ มาใช้ในการตกแต่งลวดลายบนงานสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้าง ด้วยอิฐ หรือ ศิลาแลง มีปรากฏตั้งแต่สมัยทวารวดีและยังคงเป็นที่ นิยมสืบต่อกันมาทุก ยุคสมัย ดังจะพบเห็นได้ตามโบราณสถานโดย ทั่วไป ลวดลายเครื่องสถาปัตยกรรมที่ทำจากปูนปั้น มีทั้งที่เป็นรูป บุคคล รูปสัตว์ ลวดลายพันธุ์พฤกษาเป็นภาพเล่าเรื่องและอื่นๆ อีกมาก มีทั้งที่ทำเป็นภาพนูนสูง นูนต่ำ หรือทำเป็นประติมากรรมลอย ตัวทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคตินิยมและฝีมือช่าง
การปั้นปูนแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ คือ การปั้นสด หรือ การปั้นที่ขึ้นรูปด้วยมือโดยตรง และการอัดปูนลงในแม่พิมพ์เป็นรูปลาย และยังมีการตกแต่งผิวของปูนปั้น เพื่อความสวยงามด้วยวิธีลงรักปิด ทอง ลงรักประดับกระจก หรือลงสีเขียนระบายด้วยก็ได้ลวด ลายปูนปั้นที่ประดับโบราณสถาน รวมทั้งเทคนิคในการทำแต่ละยุคสมัย จะมีรายละเอียดในรูปแบบ สามารถใช้ กำหนดอายุโบราณสถาน ที่มีลวดลายปูนนั้นๆ ประดับอยู่ได้ ลายปูนปั้นที่ประดับอยู่ตามโบราณสถาน โดยทั่วไป มักอยู่ ในสภาพชำรุด เพราะภูมิอากาศ ความชื้นและฝนทำให้หักพังและหลุดร่วงได้ง่าย ศิลปะ ปูนปั้นของไทย ที่นิยมปั้นตกแต่งอาคารพุทธสถาน ปราสาทราชวังมาแต่เดิมนี้ มีชื่อเรียกที่บ่งบอก ลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้
ปูนโบราณ เรียกตามการจัดยุคสมัย
ปูนตำ เรียกตามลักษณะขบวนการสร้างเนื้อวัสดุ
ปั้นปูนสด ปูนสด เรียกตามลักษณะสภาพเนื้อวัสดุที่เป็นอยู่ในขณะนำไปใช้ซึ่งมีความหมายใกล้ เคียงกับ ชื่อขบวนการในการปฏิบัติงานประติมากรรมสากลอย่างหนึ่ง คือขบวนการปั้นสดด้วยปูนปลาสเตอร์
ปูนงบน้ำอ้อย ปูนน้ำอ้อย ปูนน้ำมัน ปูนน้ำมันทั่งอิ๊ว เรียกตามส่วนผสมที่มีอยู่ในเนื้อวัสดุ
ปูนไทย ปูนจีน ปูนฝรั่ง เรียกตามวัฒนธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาในทางช่าง
ปูนเพชร เรียกตามคุณสมบัติที่แข็งแกร่งของเนื้อปูน เนื่องจากเมื่อแห้งและแข็งตัวแล้วจะแข็งแกร่งมาก ประดุจเพชร ปูนปั้นนี้มีมาแต่โบราณมีอยู่ทั่วทุกภาคทุกพื้นที่ของอาณาจักรสยาม เมื่อมีวัฒนธรรมตะวันตก เข้ามาในสมัย รัตนโกสินทร์มีการนำเทคนิค และวัสดุใช้งานแบบใหม่เข้ามา คือ ปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นที่นิยมมาก ขบวนการช่างไทย ของเดิมถูกทอดทิ้งไป
ปูนหมัก เรียกตามขบวนการผลิตเนื้อปูนที่ต้องหมักไว้ก่อนใช้งาน
งานปูนปั้น นับเป็นงานช่างสาขาหนึ่งที่สืบทอดต่อกันมานาน เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาแต่โบราณ มีทั้งงานปั้นองค์พระพุทธรูปและปั้นประดับตกแต่งอาคารสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมหน้าบัน อุโบสถ วิหาร ฐานพระพุทธรูป ฐานเจดีย์ ลายที่ปั้นมักเป็นลายไทยที่มีความวิจิตรพิสดารผสมผสานกันอยู่กับรูปปั้นพุทธประวัติ ประกอบด้วย เทพ เทวดา สัตว์หิมพานต์ และสัตว์ในวรรณคดี ในอดีตการปั้นจะใช้ปูนซึ่งทำมาจากเปลือกหอยเผาไฟที่นำไปตำจนละเอียดผสมกับน้ำอ้อย กระดาษ หนังหรือเขาสัตว์เผาไฟ แล้วนำไปตำรวมกัน ทำให้ได้ปูนที่มีความเหนียวสามารถปั้นเป็นรูปต่างๆได้ง่าย และเมื่อแห้งแล้ว จะแข็งตัวและทนแดด ทนฝนได้ดี ปัจจุบัน ช่างปั้นจะใช้ปูนขาวสำหรับปั้น ที่มีขายในท้องตลาดไปตำรวมกับกระดาษ กาวหนังสัตว์ ทรายละเอียดและน้ำเพื่อให้ได้ปูนที่มีความเหนียวพอดีเหมาะสำหรับงานปั้น
ในการที่จะสร้างงานประติมากรรมปูนปั้นให้ได้ดีนั้น ต้องมีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติ เพราะเมื่อเริ่มปฏิบัติในช่วงแรกจะมีความรู้สึกยาก แต่พอปฏิบัติผ่านไปเรื่อยๆ จะเริ่มเข้ามือมีทักษะในการปั้นขึ้นและสนุกกับการปั้น บางคนฝึกสมาธิโดยการปั้นรูปเพราะจะทำให้สมาธินิ่งขึ้นหรือการนวดปูน การขึ้นรูปปูนเป็นการใช้แรงออกกำลังกายอย่างหนึ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีเลือดลมสูบฉีด สิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากในกระบวนการปั้นนั้นจะต้องวาดเส้น (Drawing) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่กับงานปั้น ประติมากรที่เก่งนั้นจะวาดเส้นดีทุกคนเพราะพื้นฐานสำคัญในการปั้นรูปให้ได้ดี
การสืบสานภูมิปัญญา
ในการที่จะสร้างงานประติมากรรมปูนปั้นให้ได้ดีนั้นต้อง มีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติ เพราะเมื่อเริ่มปฏิบัติในช่วงแรกจะมีความรู้สึกยาก แต่พอปฏิบัติผ่านไปเรื่อยๆจะเริ่มเข้ามือมีทักษะในการปั้นขึ้นและสนุกกับการ ปั้น เปรียบเสมือนการฝึกขับรถใหม่ๆ จะดูสับสนไปหมด เพราะต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายแต่พอผ่านไปสักระยะหนึ่งจะเกิดทักษะในการ ปฏิบัติงานขึ้น การปั้นรูปนอกจากจะฝึกฝนให้เกิดความชำนาญแล้วยังส่งผลประโยชน์ทั้งทางร่าง กายและจิตใจ บางคนฝึกสมาธิโดยการปั้นรูปเพราะจะทำให้สมาธินิ่งขึ้นหรือการนวดปูน การขึ้นรูปปูนเป็นการใช้แรงออกกำลังกายอย่างหนึ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีเลือด ลมสูบฉีด สิ่งหนึ่งซึ่งสำคัญมากในกระบวนการปั้นนั้นจะต้องวาดเส้น (Drawing) ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่กับงานปั้น ประติมากรที่เก่งนั้นจะวาดเส้นดีทุกคนเพราะพื้นฐานสำคัญในการปั้นรูปให้ได้
ปัญหาและอุปสรรค
การทำงานใช้เวลามากขาดช่างฝีมือรุ่นต่อไป
จิตรกรรมฝาผนัง
จิตรกรรมฝาผนัง
งานจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดละมุดมีความพิเศษตรงที่เป็นเทคนิคสีฝุ่น สีฝุ่นเป็นสีสมัยโบราณที่ทำขึ้นจากสีธรรมชาติ แหล่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ เปลือกไม้ สีธรรมชาติเป็นสีที่ดูแล้วสบายตา ไม่ฉูดฉาดเนื้อหาเรื่องราวของภาพจะเกี่ยวกับพุทธประวัติและประเพณีวิถีชุมชนวัดละมุด เพื่อให้กลมกลืนกับพระพุทธศิลา พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยอู่ทองหรืออโยธยาสุพรรณภูมิ ที่นิยมเขียนเรื่องอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก เทพชุมนุม เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดพุทธประวัติและประเพณีวิถีชุมชนวัดละมุดได้อย่างงดงาม จิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธาน พระธรรมราชาอนันตโลกนารถ พระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่ อายุมากกว่า 700 ปี เป็นศิลปะสมัยอู่ทอง หรืออโยธยาสุพรรณภูมิ ทรงเครื่องน้อย ลักษณะพระศกเป็นเม็ดสาคู พระเกตุมาลา มีลักษณะเปลวรัศมีเป็นอุณาโลมบังเกิดฉัพพรรณรังสี สร้างด้วยวัสดุ คือ หินทราย มีขนาดสูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง2.39 ฉากหลังเป็นปราสาทวิมาน ที่อยู่หรือที่ประทับของเทวดา ประกอบด้วยดอกไม้ร่วง ข้างบนสุดตรงมุมผนังทั้ง 2 ข้าง เป็นปราสาท 2 หลัง ผนังหน้าพระประธานเป็นภาพมารผจญ พระมาลัยเสด็จ ยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทศนาพระอินทร์มีพระจุฬามณีเป็นพระประธานของภาพ มีเทวดานางฟ้ามานมัสการพระมาลัยบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระมาลัยเทศนาพระอินทร์
จิตรกรรมฝาผนังนิยมเขียนเป็นพุทธบูชาตามผนังโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญภายในพระปรางค์และผนังถ้ำ เรื่องราวที่เขียนส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติชาดก จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ชมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีคุณค่าในการศึกษาหลักวิชาและแบบอย่างฝีมือช่างที่สืบมาแต่โบราณทั้งยังเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
กระบวนการวาดภาพจิตรกรรม
สร้างสรรค์งานช่างประเภทต่าง ๆ นับตั้งแต่ การเขียนสมุดหนังสือไทย การเขียนหัวโขนเพื่อใช้ในการละครไปจนกระทั่งการวาดจิตรกรรมฝาผนัง ช่างไทยนั้นแต่อดีตอาศัยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ เปลือกไม้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเมื่อมีการติดต่อกับต่างประเทศเช่นจีนก็ได้มีการนำเข้าสีฝุ่นชนิดต่าง ๆ มาใช้ดังปรากฏหลักฐาน ในทั้งเอกสารและในจิตรกรรมประเภทต่าง ๆ การสืบทอดชุดความรู้เกี่ยวกับสีไทยไม่สมบูรณ์นักเมื่อเข้าสู่สมัยใหม่ บทความนี้พยายามค้นคว้าชื่อสีลักษณะวัสดุและการผลิต แหล่งที่มาและเปรียบเทียบกับชื่อเรียกสีจากตะวันตกอีกด้วย
สีโบราณของไทย ครูช่างไทยได้กำหนดแยกหมวดสี เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
หมวดแม่สี เป็นสีที่สำคัญที่สุดในบรรดาสีต่างๆ มี 3 สี สีคราม แดง เหลือง เป็นสีมูล หรือมูลวรรณ (Primary Colours หรือ Pigmentary Primaries) เป็นแม่สีผสมกันทำให้สีต่าง ๆ ขึ้น มากมายแต่เมื่อนำแม่สีทั้ง 3 มาผสมกัน คราม + แดง + เหลือง (โดยสัดส่วนเท่า ๆ กัน) สีกลาง (Neutral Colour)
หมวดสีเบญจรงค์ คือ สี 5 สี มาเรียงลำดับกัน คือแม่สี ทั้ง 3 กับขาวและดำ สีคราม แดง เหลือง ขาว ดำ = สีเบญจรงค์
หมวดสีฉัพพรรณรังสี คือ แม่สีแสงอาทิตย์มีอยู่ในแสงแดดเป็นเคลื่อนแสงปรากฏให้เห็น แสงส่องผ่านละอองน้ำจะเกิดการหักเหเป็นสีรุ้งออกมา สีแดงชาด (แดง) แดง (ส้ม) เหลือง เขียว คราม (น้ำเงิน) ม่วงคราม ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า สีแดงชาด เหลืองและสีคราม เป็นสีมูลหรือ แม่สี สีแดงเสน เขียวและม่วง เป็นสีผสมของแม่สี
หมวดสีนพรัตน์ คือสีแก้วมณี 9 ประการคือ ขาว (เพชร) แดงสด (ทับทิม) เขียวสด (มรกต) เหลืองสด (บุษราคัม) แดงแก่ (โกเมน) คราม (นิล) หมอก (มุกดาหาร) หงสบาท (เพทาย) เลื่อมประภัสสร (ไพฑูรย์)
ค่าของสี คือ น้ำหนักของสีสีเดียวหรือหลายสีให้เห็นเป็นค่าน้ำหนักของสีอ่อนแก่หลายระดับต่าง ๆ กัน ไปให้ใกล้เคียงกลมกลืนกันเกิดเป็นน้ำหนักแสงเงาหรือตัดกันอย่างรุนแรงงดงาม การแสดงค่าของสีสีเดียวหรือสีอื่นที่เป็นสีกลางทั้งหมดเรียกว่า เอกรงค์ (monochrome) การแสดงค่าของสีหลายสีต่างกันให้ประสานกลมกลืนกันเรียกว่า พหุรงค์ (polychrome)
วรรณะของสี ในงานจิตรกรรมแยกออกเป็น 2 วรรณะ คือ
วรรณะสีอุ่นและวรรณะสีเย็น วรรณะสีอุ่น เช่น ม่วงแดง ชาด เสน หงเสน ส้ม วรรณะสีเย็น เช่น เขียว เขียวแก่ มอคราม คราม ศ.ศิลป์ พีระศรีกล่าวไว้ในทฤษฎีของสีว่า “ในศิลปะแห่งจิตรกรรม เรื่องวรรณะของสีนั้นจะปล่อยให้เกิดมีขึ้นเองตามบุญตามกรรมมิได้ ศิลปินต้องตกลงใจไว้ก่อนว่าจะให้มีวรรณะสีใดในการประกอบการระบายสีเพราะวรรณะของสีต้องให้เข้ากันกับงานระบายสีที่ต้องการ”
ส่วนประกอบของสีทางช่างไทย
รง ปนฝุ่น เป็นสีเหลืองอ่อน
ดินแดง ปนฝุ่น เป็นสีหงดิน (ดินแดงอ่อน)
ชาด ปนฝุ่น เป็นสีหงชาด (ชาดอ่อน)
เสน ปนฝุ่น เป็นสีหงเสน (เสนอ่อน)
ดินแดง ปนรง เป็นสีหงดินตัด (ใช้ตัดเส้นเนื้อ)
คราม ปนฝุ่น เป็นสีมอคราม
คราม ปนรง เป็นสีเขียวแก่
เขียว ปนฝุ่น เป็นสีเขียวอ่อน
คราม ปนดินแดง เป็นสีม่วง
ม่วง ปนฝุ่น เป็นสีม่วงอ่อน
การสืบสานภูมิปัญญา
ในการที่จะสร้างงานจิตรกรรมให้ได้ดีนั้น
ต้องมีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ปัญหาและอุปสรรค
ปัจจุบันจิตรกรรมฝาผนังวัดละมุดมีปัญหาเรื่องของความเสียหายเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
และสภาพแวดล้อม เช่น ฝนตก อากาศชื้น ดังนั้น จึงทำให้จิตรกรรมบนฝาผนังทรุดโทรม
หลุดร่อนและอาจจะไม่ได้เห็นจิตรกรรมฝาผนังวัดละมุดอีกในอนาคต
งานจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารวัดละมุดมีความพิเศษตรงที่เป็นเทคนิคสีฝุ่น สีฝุ่นเป็นสีสมัยโบราณที่ทำขึ้นจากสีธรรมชาติ แหล่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ เปลือกไม้ สีธรรมชาติเป็นสีที่ดูแล้วสบายตา ไม่ฉูดฉาดเนื้อหาเรื่องราวของภาพจะเกี่ยวกับพุทธประวัติและประเพณีวิถีชุมชนวัดละมุด เพื่อให้กลมกลืนกับพระพุทธศิลา พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยอู่ทองหรืออโยธยาสุพรรณภูมิ ที่นิยมเขียนเรื่องอดีตพุทธ พุทธประวัติ ทศชาติชาดก เทพชุมนุม เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดพุทธประวัติและประเพณีวิถีชุมชนวัดละมุดได้อย่างงดงาม จิตรกรรมฝาผนังด้านหลังพระประธาน พระธรรมราชาอนันตโลกนารถ พระพุทธรูปปางสมาธิ สร้างด้วยหินศิลาแลงขนาดใหญ่ อายุมากกว่า 700 ปี เป็นศิลปะสมัยอู่ทอง หรืออโยธยาสุพรรณภูมิ ทรงเครื่องน้อย ลักษณะพระศกเป็นเม็ดสาคู พระเกตุมาลา มีลักษณะเปลวรัศมีเป็นอุณาโลมบังเกิดฉัพพรรณรังสี สร้างด้วยวัสดุ คือ หินทราย มีขนาดสูง 3 เมตร หน้าตักกว้าง2.39 ฉากหลังเป็นปราสาทวิมาน ที่อยู่หรือที่ประทับของเทวดา ประกอบด้วยดอกไม้ร่วง ข้างบนสุดตรงมุมผนังทั้ง 2 ข้าง เป็นปราสาท 2 หลัง ผนังหน้าพระประธานเป็นภาพมารผจญ พระมาลัยเสด็จ ยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทศนาพระอินทร์มีพระจุฬามณีเป็นพระประธานของภาพ มีเทวดานางฟ้ามานมัสการพระมาลัยบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระมาลัยเทศนาพระอินทร์
จิตรกรรมฝาผนังนิยมเขียนเป็นพุทธบูชาตามผนังโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญภายในพระปรางค์และผนังถ้ำ เรื่องราวที่เขียนส่วนใหญ่เป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติชาดก จุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ชมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาพจิตรกรรมฝาผนังมีคุณค่าในการศึกษาหลักวิชาและแบบอย่างฝีมือช่างที่สืบมาแต่โบราณทั้งยังเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี
กระบวนการวาดภาพจิตรกรรม
สร้างสรรค์งานช่างประเภทต่าง ๆ นับตั้งแต่ การเขียนสมุดหนังสือไทย การเขียนหัวโขนเพื่อใช้ในการละครไปจนกระทั่งการวาดจิตรกรรมฝาผนัง ช่างไทยนั้นแต่อดีตอาศัยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ เช่น ก้อนหิน ต้นไม้ เปลือกไม้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเมื่อมีการติดต่อกับต่างประเทศเช่นจีนก็ได้มีการนำเข้าสีฝุ่นชนิดต่าง ๆ มาใช้ดังปรากฏหลักฐาน ในทั้งเอกสารและในจิตรกรรมประเภทต่าง ๆ การสืบทอดชุดความรู้เกี่ยวกับสีไทยไม่สมบูรณ์นักเมื่อเข้าสู่สมัยใหม่ บทความนี้พยายามค้นคว้าชื่อสีลักษณะวัสดุและการผลิต แหล่งที่มาและเปรียบเทียบกับชื่อเรียกสีจากตะวันตกอีกด้วย
สีโบราณของไทย ครูช่างไทยได้กำหนดแยกหมวดสี เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
หมวดแม่สี เป็นสีที่สำคัญที่สุดในบรรดาสีต่างๆ มี 3 สี สีคราม แดง เหลือง เป็นสีมูล หรือมูลวรรณ (Primary Colours หรือ Pigmentary Primaries) เป็นแม่สีผสมกันทำให้สีต่าง ๆ ขึ้น มากมายแต่เมื่อนำแม่สีทั้ง 3 มาผสมกัน คราม + แดง + เหลือง (โดยสัดส่วนเท่า ๆ กัน) สีกลาง (Neutral Colour)
หมวดสีเบญจรงค์ คือ สี 5 สี มาเรียงลำดับกัน คือแม่สี ทั้ง 3 กับขาวและดำ สีคราม แดง เหลือง ขาว ดำ = สีเบญจรงค์
หมวดสีฉัพพรรณรังสี คือ แม่สีแสงอาทิตย์มีอยู่ในแสงแดดเป็นเคลื่อนแสงปรากฏให้เห็น แสงส่องผ่านละอองน้ำจะเกิดการหักเหเป็นสีรุ้งออกมา สีแดงชาด (แดง) แดง (ส้ม) เหลือง เขียว คราม (น้ำเงิน) ม่วงคราม ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นได้ว่า สีแดงชาด เหลืองและสีคราม เป็นสีมูลหรือ แม่สี สีแดงเสน เขียวและม่วง เป็นสีผสมของแม่สี
หมวดสีนพรัตน์ คือสีแก้วมณี 9 ประการคือ ขาว (เพชร) แดงสด (ทับทิม) เขียวสด (มรกต) เหลืองสด (บุษราคัม) แดงแก่ (โกเมน) คราม (นิล) หมอก (มุกดาหาร) หงสบาท (เพทาย) เลื่อมประภัสสร (ไพฑูรย์)
ค่าของสี คือ น้ำหนักของสีสีเดียวหรือหลายสีให้เห็นเป็นค่าน้ำหนักของสีอ่อนแก่หลายระดับต่าง ๆ กัน ไปให้ใกล้เคียงกลมกลืนกันเกิดเป็นน้ำหนักแสงเงาหรือตัดกันอย่างรุนแรงงดงาม การแสดงค่าของสีสีเดียวหรือสีอื่นที่เป็นสีกลางทั้งหมดเรียกว่า เอกรงค์ (monochrome) การแสดงค่าของสีหลายสีต่างกันให้ประสานกลมกลืนกันเรียกว่า พหุรงค์ (polychrome)
วรรณะของสี ในงานจิตรกรรมแยกออกเป็น 2 วรรณะ คือ
วรรณะสีอุ่นและวรรณะสีเย็น วรรณะสีอุ่น เช่น ม่วงแดง ชาด เสน หงเสน ส้ม วรรณะสีเย็น เช่น เขียว เขียวแก่ มอคราม คราม ศ.ศิลป์ พีระศรีกล่าวไว้ในทฤษฎีของสีว่า “ในศิลปะแห่งจิตรกรรม เรื่องวรรณะของสีนั้นจะปล่อยให้เกิดมีขึ้นเองตามบุญตามกรรมมิได้ ศิลปินต้องตกลงใจไว้ก่อนว่าจะให้มีวรรณะสีใดในการประกอบการระบายสีเพราะวรรณะของสีต้องให้เข้ากันกับงานระบายสีที่ต้องการ”
ส่วนประกอบของสีทางช่างไทย
รง ปนฝุ่น เป็นสีเหลืองอ่อน
ดินแดง ปนฝุ่น เป็นสีหงดิน (ดินแดงอ่อน)
ชาด ปนฝุ่น เป็นสีหงชาด (ชาดอ่อน)
เสน ปนฝุ่น เป็นสีหงเสน (เสนอ่อน)
ดินแดง ปนรง เป็นสีหงดินตัด (ใช้ตัดเส้นเนื้อ)
คราม ปนฝุ่น เป็นสีมอคราม
คราม ปนรง เป็นสีเขียวแก่
เขียว ปนฝุ่น เป็นสีเขียวอ่อน
คราม ปนดินแดง เป็นสีม่วง
ม่วง ปนฝุ่น เป็นสีม่วงอ่อน
การสืบสานภูมิปัญญา
ในการที่จะสร้างงานจิตรกรรมให้ได้ดีนั้น
ต้องมีความมุ่งมั่นขยันพากเพียรในการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ปัญหาและอุปสรรค
ปัจจุบันจิตรกรรมฝาผนังวัดละมุดมีปัญหาเรื่องของความเสียหายเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
และสภาพแวดล้อม เช่น ฝนตก อากาศชื้น ดังนั้น จึงทำให้จิตรกรรมบนฝาผนังทรุดโทรม
หลุดร่อนและอาจจะไม่ได้เห็นจิตรกรรมฝาผนังวัดละมุดอีกในอนาคต